FD2rFS 的个人资料Interesting knowledge in...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


ก่อนจะไปเสก็ต 4 – บทความเพิ่มเติมที่น่าสนใจ

การยืดกล้ามเนื้อก่อนซ้อมกีฬา การออกกำลังกายที่เกี่ยวกับความยืดหยุ่นหรือการเคลื่อนไหวของร่างกาย สิ่งที่สำคัญที่จะต้องคำนึงถึงคือข้อต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าร่างกายมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอจะทำให้มีความยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวได้มากขึ้น   ในการออกกำลังกายต้องมีการยืดกล้ามเนื้อทุกครั้ง

ทำไมต้องมีการยืดกล้ามเนื้อ

  1. เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับข้อต่อ ตลอดจนการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ
  2. เป็นการพัฒนาระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ทำให้การออกกำลังกายได้ผลดียิ่งขึ้น
  3. ช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลังการออกกำลังกาย
  4. ช่วยในการลดอาการตึง เกร็ง ของกล้ามเนื้อ
  5. ช่วยในการลดอันตรายที่อาจจะเกิดกับกระดูกสันหลัง

เมื่อกล่าวถึงการยืดกล้ามเนื้อ ก็ทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่าใครควรมีการยืดหยุ่นมากกว่ากัน ซึ่งความยืดหยุ่นนั้น มีความเกี่ยวข้องกับการยืดกล้ามเนื้อเป็นอย่างมาก ฉะนั้นเราจึงต้องพูดถึง องค์ประกอบที่มีผลต่อการยืดหยุ่น

  1. การออกกำลังกาย ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
  2. ความร้อน ถ้าร่างกายเราหรืออากาศรอบตัวเราร้อน จะทำให้เรามีความยืดหยุ่นดีกว่า แต่ถ้าอากาศเย็นหรืออุณหภูมิต่ำ ความยืดหยุ่นในร่างกายเราจะลดลงประ-มาณ 20% ฉะนั้นกีฬาบางชนิด จึงต้องการการยืดกล้ามเนื้อมากเป็นพิเศษ เช่น เสก็ตน้ำแข็ง ว่ายน้ำ การออกกำลังในห้องแอร์
  3. อายุ คนอายุน้อยจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าคนอายุมาก ถ้าเราออกกำลังกายสม่ำเสมอตั้งแต่เรายังเด็ก ก็จะเป็นการช่วยเรื่องความยืดหยุ่นได้มาก
  4. เพศ ผู้หญิงจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ชาย
  5. การออกกำลังกายที่ถูกต้อง คือรู้จักยืดกล้ามเนื้อทุกครั้งหลังออกกำลังกาย เป็นการช่วยเรื่องความยืดหยุ่นอย่างมาก
  6. ความสามารถเฉพาะบุคคล ซึ่งไม่สามารถทำได้ทุกคน บางคนอาจมีความยืดหยุ่นมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลใน 5 ข้อข้างต้นก็ได้ ตัวอย่างเช่น บางคนอาจยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นสูงถึงศรีษะก็ได้

ต่อไปเมื่อทราบว่าการยืดกล้ามเนื้อมีความสำคัญต่อร่างกายแล้ว ควรทราบว่ามีข้อกำหนดอย่างไรในการยืดกล้ามเนื้อ นั่นคือ กฏในการยืดกล้ามเนื้อ

  1. ต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ และผ่อนลมออกจนสุด
  2. ห้ามยืดกล้ามเนื้อจนรู้สึกเจ็บ เช่น เมื่อเรายืดจนรู้สึกว่าสุดความสามารถ ก็ควรหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ฝืนต่อไปจนรู้สึกเจ็บ เพราะจะเกิดการบาดเจ็บ เรายืดกล้าเนื้อเพื่อผ่อนคลายไม่ใช่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ
  3. เมื่อยืดกล้ามเนื้อจนถึงจุดสามารถของเราแล้ว ให้หยุดอยู่ตรงนั้นประมาณ 15-30 วินาที แล้วจึงกลับที่เดิม
  4. ควรมีการยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย
  5. ห้ามกระตุกหรือโยกตัวขึ้นลงขณะยืดกล้ามเนื้อเด็ดขาด
  6. ระวังช่วงหลังของร่างกาย เช่น ท่าสะพานโค้ง ถ้ารู้สึกเจ็บไม่ควรทำ

บทความสาระน่ารู้ โดย ผ่องใส เจริญสมบัติ

 

:O โฆษณาคั่นรายการ... ;D

 
 
ขอมีโฆษณาคั่นรายการสักนิดนะ แต่อันนี้ดูแล้วฮาดี 

ก่อนจะไปเสก็ต 4 – off-ice

ส่วนนี้จะเขียนเรื่องของการอบอุ่นร่างกายก่อน-หลังการเสก็ตและการออกกำลังในเวลาที่ไม่ได้ไปเสก็ต เวลาที่นักเสก็ตไม่ได้เล่นเสก็ตก็จะมีโปรแกรมออกกำลังต่างๆเพื่อรักษากล้ามเนื้อให้คงความแข็งแรงหรือแข็งแรงยิ่งขึ้นด้วย จะเรียกว่า off-ice (เพราะเราจะซ้มกันบนพื้นที่ไม่ใช่น้ำแข็งไง) ก็คงจะเหมือนกับนักร้องที่ต้องไปลงคลาสเรียนเต้นเพิ่มน่ะแหละ แต่ต่างกันตรงที่ ถ้ารวยหน่อยก็ลงเรียนเป็นคลาสไปเลย แต่ถ้าไม่อยากจ้าง ทำเองได้นะถึงจะได้ไม่ครบ... แต่ลงคลาสแบบนั้นก็ใช่ว่าจะครบหรอกนะ มาหัดกันเองดีกว่า แต่ถ้าลงเรียนกับโค้ชที่ดีๆเค้าจะแนะนำหรือช่วยฝึกส่วนนี้ให้เองเวลาที่เค้าว่างๆอยู่แล้ว (ถ้าเค้าคิดเงินก็เผ่น!!—เปลี่ยนโค้ชเหอะ แบบเนี้ยเค้าเรียก งก แล้วล่ะ) การ Off-ice มักจะเน้นไปที่การเสริมกล้ามเนื้อให้แข็งแรงซะมากกว่าซึ่งจะเหมาะมากสำหรับนักกีฬาเสก็ต หรือคนที่เอาจริงเอาจังกับการเล่นเสก็ตเพื่ออกกำลัง (ตรงไหน!!) แน่นอนว่ามันไม่ต่างกับการเล่นเวทอะนะ เพราะฉะนั้นเราจะไม่พูดถึงมากไปกว่าชื่อท่าและคำแนะนำที่ว่าให้ผู้เชี่ยวชาญเค้าดูแลให้ แค่นั้น

ข้อดีและประโยชน์ของการทำ off-ice

  • ลดการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายไม่พร้อมที่จะซ้อมหนักๆ และการเจ็บกล้ามเนื้อ (กระโดดที่เราคิดว่าไม่หนักน่ะ ร่างกายที่วอร์มมาไม่ดีจะทำเอาเจ็บง่ายๆนะ)
  • ทำให้เรารูว่าร่ายกายทำอะไรได้บ้าง ทำให้ท่าทางหรือลีลาในการเสก็ตดูดีขึ้น
  • ได้ท่าแปลกๆ (เช่น เบลแมนอะไรแบบนี้)

ก่อนลงเล่น-ซ้อม

มันคือการอบอุ่นร่างกายก่อนที่จะลงไปซ้อม(เล่น)ในลานน้ำแข็ง เคยเห็นพวกฮอกกี้ซ้อม และซ้อมแข่งกันด้วย โหดว่ะ ฝึกโหด... แต่เชื่อเลยว่าคนไทยก็เจ๋งนะเว้ย ฮอกกี้หลายคนที่เล่นแบบฟิกเกอร์ได้ด้วย! เปลี่ยนมาเล่นฟิกเกอร์มั้ยพี่!! สนุกนะ ;) มาเข้าเรื่องของกลุ่มเสก็ตลีลาต่อ ซึ่งเราก็จะเอามาลงให้แบบฉบับของเราเอง อ่านมาแล้วงงเพราะแต่ละอันมันก็แบ่งไม่เหมือนกัน เราจะแบ่งตามความเข้าใจของเราเอาแล้วกันนะ อันนี้เป็นพาร์ตแรกสำหรับคนทั่วไปที่อยากเล่นเสก็ตเพื่อออกกำลัง

  • กระโดดเชือก 50-100 ทีต่อกัน + ขาเดียวข้างละ 5 10 ห้ามกระโดดแบบอู้งาน คือ โดดช้าๆ ต้องโดดค่อนข้างเร็วด้วยนะ (อันนี้ตำรากรู เพราะไม่ใช่นักกีฬา ขนาดนั้น แต่เรื่องกระโดดเร็วๆไม่ได้โกหก เพราะเห็นเค้าทำกัน เลยทำตาม เอ่อ แต่ก็ไม่เคยเห็นใครที่เล่นเก่งแต่ดันกระโดดเชือกแบบช้าๆนะ) แต่ถ้าเอาตามตำราของอเมริกา จะมีอันอื่นให้ทำอีก แต่เลือกได้ว่าจะทำอะไรกี่นาทีรวมแล้วต้องครบ 5-8 นาที หรือถ้ากระโดดเชือกอย่างเดียวก็โดดไปสิ (จะไหวมั้ยล่ะนั่น นับดูเองก็ได้ว่าถ้าเราโดด 100 ครั้งใช้เวลากี่นาที แล้ว 5-8 นาทีเนี่ย กี่ครั้ง บอกเลยว่า เกิน 100 แน่นอน) วอร์มหลายๆท่าจะดีกว่านะ เฉลี่ยกันไป
  • วิ่งรอบลาน สัก รอบสองรอบ เด็กไทยเค้าทำกันแบบนั้น แต่เปิดดูเว็บลานเสก็ตต่างประเทศเค้ามีลู่วิ่งให้ด้วยอะ
  • กระโดดสลับขากับบันได ตอนเด็กๆน่าจะเคยเล่น หรือที่เด็กๆชอบเล่นกันน่ะ
  • Cariocas วิ่งไขว้ขาไปด้านข้างสลับขาหน้าหลังแต่จะบิดแต่ช่วงสะโพกลงไป

Stretching หรือ Flexibility (บางตำราพวกนี้คือ General Activities)

มันคือการยืดเส้นยืดสายนั่นเอง ไม่อยากจะบอกเลยว่าท่าพวกนี้เราทำเป็นบางท่าเอง อิอิ แต่จะทำเยอะก็เวลาเฮี้ยนๆ แบบอยากออกกำลังแบบเต็มสตรีมเท่านั้นแหละ ถ้าอยู่ลานเสก็ตเราไม่ทำหมดหรอก ไม่ทันได้เล่นก็หมดเวลากันพอดี และด้วยพื้นที่ในลานไม่ซัพพอร์ตท่าประเภทที่ต้องนั่งบนพื้น... (ขี้เกียจแบกเสื่อไปน่ะดิ แค่รองเท้าก็จะตายแล้ว เอสพีเทอริรุ่น KT-2 หนักซ้า 2-3 โล เอ้ง!) ท่าที่เราทำจะเป็นท่าที่จะใช้ในลานเลยมากกว่านะ แต่ไหนๆก็เปิดเสปซเพื่อการนี้โดยเฉพาะแล้ว ก็จะลงให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วกันนะ อาจจะมีบางส่วนที่เอามาจากนอกตำราที่เรามีด้วย (อย่างที่บอก เว็บเกี่ยวกับพวกนี้มีเพียบหาอ่านได้ หมายถึงเว็บที่ไม่ได้เป็นภาษาไทยน่ะ มันกีฬาบ้านเราซะที่ไหน ถ้ามวยไทยล่ะว่าไปอย่าง ใช่มั้ยล่ะ แต่อีกหน่อยคงมีมวยไทยออนไอซ์มั่งล่ะเนอะ... ถ้าชั้นหาภาษาไทยเจอก็คงจะไม่ทำหรอก รึใครมีเอามาลอกหน่อยดิ๊ขี้เกียจพิมพ์เอง เมื่อยมือ อืม แต่ถึงมีก็คงเป็นคนละไสตล์กับที่เราทำล่ะนะ เพราะเราเน้น ฮา คู่กับสาระไปด้วย เล่าจากประสบการณ์ทั้งหนุกหนานและชีช้ำจากการเล่นกีฬา ตอนขี่ม้ากรูก้อเป็นไม่งั้นคงไม่หนีมาเล่นเสก็ตหรอก.. เอ๊ะ ยังไง) มา มา เข้าเรื่องต่อ ท่าที่นิยมและจำเป็นในการวอร์มร่างกายก่อนซึ่งควรจะทำทุกครั้ง และบางท่าต้องทำอีกรอบหลังจากเล่นเสร็จด้วย แต่เท่าที่เราอ่านเนี่ยหมด session ไม่รู้ว่ามันคือรอบที่รถไถน้ำแข็ง (Zamboni) ลงมาไถๆลานรึเปล่านะถ้าใช่ ระหว่างที่รถเค้าลงไปเดินเล่นในลานมั่งเนี่ย ถ้าถอดรองเท้าวอร์มด้วยน่าจะดี รอบของรถเค้าเล่นเค้าได้เล่นแค่ 15 นาทีถึง ครึ่งชั่วโมง ก็พอวอร์มได้ สองสามท่าเลยนะ หรือจะแค่ถอดรองเท้ากระโดดนิดๆหน่อยๆ วิ่งเบาๆไปเข้าห้องน้ำ หลังจากอั้นไว้นานจนกระโดดในลานไม่ขึ้นเพราะกลัวเสียเวลาซ้อมก็ได้ (ไม่ได้ตั้งใจเสียดสีใครนะ ใครจะรับก็รับไป เหอๆ)

ท่าพวกนี้มันก็คือท่าอบอุ่นร่างกายก่อนที่จะเข้าโปรแกรมออกกำลังของพวกนักเสก็ตนะ แต่อย่างเราๆก็สามารถทำได้เหมือนกัน  ขอเอามาลงแค่บางท่านะ อ่อ แล้วก็อาจจะมีเพิ่มมาให้อีกนิดๆหน่อยๆ

  • (Neck Circles) ท่าหมุนคอไปรอบๆเป็นวงน่าจะเคยเรียนมากันบ้างแล้วสมัยเด็กๆ อันนี้เป็นท่าวอร์มมาตรฐานก่อนเล่นกีฬาไม่ว่าจะเป็นกีฬาอะไรก็ช่าง อ่อ หมุนคอเบาๆนะ ไม่งั้นระวังคอหลุดไม่รู้ด้วย!! อิอิ
  • (Arm Circles) เหวี่ยงแขนหน้าไปหลัง หรือหลังไปหน้าเป็นวงทำทั้งสองข้างไปพร้อมๆกันเลยก็ได้ ประหยัดเวลาดี
  • (Single-arm Pull) แขนข้างนึงเหยียดไปด้านข้างทางแขนอีกข้างนึง แล้วข้างที่ไม่ได้เหยียดน่ะ ยกขึ้นมาล็อกแขนอีกข้างดึงเข้าหาตัว ท่านี้ ไหล่ข้างที่เหยียดแขนจะตึงๆนะ ทำอีกข้างด้วยล่ะ
  • (Overhead Triceps Pull) ยกแขนขึ้นตรงๆเหนือหัวพับข้อศอกลงแขนข้างนึงอยู่บนแล้วใช้มือดึงศอกของแขนอีกข้าง อันนี้ต้นแขนจะตึงๆแทน ทำทั้งสองข้างเช่นกันนะ
  • (Crossed-leg hamstring stretch) ยืนไขว้ขาแล้วค่อยๆก้มตัวลงเอามือแตะพื้นค้างไว้นิดนึง แล้วขึ้นมาไขว้ขาไปอีกข้างทำแบบเดียวกัน
  • (Single-leg quad pull ยืนตรงพับขาขึ้นไปข้างหลังข้างนึง เอามือดึงให้ติดก้นที่สุด ค้างไว้แป็บนึง เปลี่ยนข้างด้วยล่ะ (ทำข้างเดียวเดี๋ยวขาก็ใหญ่ข้างเดียวหรอก อิอิ)
  • (Straddle sit-n-reach) นั่งแยกขาถ้าแยกได้ 180 เลยจะดีมากๆ แล้วเอียงตัวก้มไปแตะเท้าด้านข้าง ขึ้นมาหันไปแตะอีกข้างด้วย
  • (Pike reach) นั่งเหยียดขาทั้งสองข้างไปด้านหน้า ก้มตัวลงเอามือแตะปลายเท้า
  • ท่าดึงขานอนหงายจะวางขาเหยียดหรือจะงอเข่าขึ้นมาก็ได้ ยกเข่าหรือยกขาขึ้นข้างนึง เอามือดึงให้ลงมาติดตัวมากที่สุด
  • (Back Extension) ท่ายืดหลัง นอนคว่ำวางมือไว้ข้างไหล่ ดันตัวขึ้นให้หลังพับไปด้านหลังมากที่สุด อันนี้ทำที่ลานเราจะเกาะขอบลานเอา แล้วแล้วแอ่นไปด้านหลังคล้ายๆทำสะพานโค้งน่ะแต่ไม่ลงขนาดนั้นนะ
  • ซิทอัพ น่าจะรู้กันดี นอนหงายตั้งเข่าขึ้น เอามือรองไว้ใต้หัว เกร็งท้องยกตัวขึ้นทำประมาณ 10-12 ครั้ง สัก 2-3 เซ็ท
  • อีกท่านึงที่เป็นที่นิยมเช่นกันคือท่าย่อเข่าไปด้านข้าง คือยืนกางขากว้างๆ (กว้างกกว่าไหล่ไปหน่อยให้ย่อลงแล้วขาข้างนึงเหยียดตรงไปได้อะ) ย่อเข่าไปข้างใดข้างนึงก่อน ย่อลงให้สุดจนรู้สึกว่าขาอีกข้างซึ่งจะเหยียดตรงไปด้านข้างมันตึงๆหน่อยๆ ค้างท่านี้สักพักแล้วโยกตัวขึ้นไปอีกข้างต่อทำแบบนี้ข้างละ 12 ครั้ง
  • ถ้าคิดว่าตัวออ่อนพอหรืออยากจะตัวอ่อนนะ ท่านี้ถ้ามีเพื่อนช่วยจะดีมากๆ คือ เกาะขอบลาน ถอยขาออกมาให้ตัวขนานพื้น เตะขาไปข้างหลังให้สูงที่สุด หรือจะยกเฉยๆก็ได้ถ้ามีคนดันเอาไว้ให้ทำทั้งสองข้างนะ ถ้าไม่มีเพื่อนช่วยมีอีกวิธี พาดขาข้างนึงบนขอบลานเหยียดไปด้านหลังนะ (ระวังไปเตะคนที่กำลังหัดเดินอยู่ด้วยนะ เดี๋ยวเค้าจะหัวทิ่มเอาเพราะไม่มีที่เกาะ อิอิ) ดันตัวไปด้านหลังพร้อมๆกับขาที่เหยียด ขาทั้งสองข้างจะตึงทั้งคู่นะ ค้างไว้แป็บนึงก็เปลี่ยนมาทำอีกข้างด้วยล่ะ แล้วถ้าให้ดี ทำแบบเดียวกันนี้แหละ แต่ยกขาไปด้านข้างแทนด้วย

เพิ่มเติมสำหรับคนที่เล่นแบบไม่ได้เอาจริงเอาจังมาก

ถ้าขับรถไปเองก็เลือกจอดที่ไกลๆแล้วเดินเข้าไปในลานก็เป็นการวอร์มอัพอีกวิธีได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าเดินทางไปเองอยู่แล้วก็คงไม่ต้องเดือดร้อนมากกับการวอร์มด้วยวิธีนี้นะ (ช่วงก่อนแข่งเคยวิ่ง-กระจุยกระจาย-จากป้ายรถเมล์ไปถึงลาน เพราะจะถึงเวลาซ้อมตามตารางที่ลงไว้ เหนี่อยว่ะแต่โคตรได้ผลเลย) ก่อนใส่รองเท้าก็นั่งยืดขาออกไปขานึงหมุนข้อเท้าเป็นวง ทำทั้งสองด้าน พอใส่รองเท้าแล้วก็เดินย่อเข่าเหมือนอย่างที่ทำ Crossover ในลาน ท่านี้อาจจะดูตลกๆแต่มันก็ช่วยให้รู้สึกสบายขึ้นเวลาวิ่งในลานจริงๆ แล้วที่สำคัญคือว่าควรจะยืดหลังจากเล่นเสก็ตด้วยนะ ถึงจะไม่ไดเล่นจริงๆจังมากก็ทำได้ ทำไปเถอะ แล้วก็วิ่งรอบลานสักรอบสองรอบด้วยจะดีมั่กๆ

Specific Activities

Plyometrics คือการ off-ice แบบที่ใช้การกระโดดเป็นหลัก เน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ช่วยให้กระโดดได้สูงและไกลขึ้น ซึ่งอันล่างที่เอามาลงให้นี่คิดว่าน่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

  • (Double-Leg Lateral Jumps) กระโดดขาคู่ ยืนกางขาเล็กน้อย ย่อเข่าลง และกระโดดขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยรักษาช่วงลำตัว (ไหล่ถึงสะโพก) ให้เป็นสี่เหลี่ยมเอาไว้ คือตรงๆนั่นแหละ
  • (Single-Leg Skip Bounds) กระโดดเตะเข่า กระโดดขึ้นโดยใช้การเตะเข่าขึ้นไปและเหยียดออกเร็วๆ ลงมาด้วยเท้าข้าที่เตะขึ้นไปและเปลี่ยนขาเร็วๆในท่า check out
  • (Simulated Axel Takeoff) กระโดดท่าขึ้น Axel Jump – คล้ายๆกับการเตะเข่าขึ้น คือ เตะเข่าข้างที่เป็นขาหลักหรือแกนหมุนขึ้นไปแต่ลงอีกข้าง ง่ายคือเป็นท่าวอร์มที่เอาใว้ให้ฝึกจังหวะขึ้น Axel เฉยๆ
  • (Double-Leg Quarter Air Turns) กระโดดหันด้วยขาคู่ ยืนกางขาพอประมาณ ย่อเข่าและกระโดดขิ้นตรงๆและหันไปข้างใดข้างหนึ่ง 90 องศา และกระโดดหันกลับมาเท่าเดิม จากนั้นทำแบบเดิมแต่หันเพิ่มอีกทีละ 90 องศาจนครบ 1 รอบพอดี ท่านี่ทำแค่ครั้งเดียวพอนะ เอาใว้ช่วยในเรื่องหมุนกลางอากาศไง
  • (Double-Leg Diagonal Quick Jumps) กระโดดขาคู่ สปริงตัวด้วยช่วงปลายเท้าเร็วๆ ไปด้านข้าง ซ้าย-ขวา
  • (Single-Leg Lateral Stride Jumps) การกระโดดแบบก้าวจากซ้ายไปขวา หน้าไปหลังเป็นสี่มุม

คราวนี้จะเป็นท่าที่จะใช้ในลานจริงๆด้วยและสำหรับคนที่เล่นมาได้ระดับนึงแล้วด้วยอะนะ ใช้เวลาวอร์ม 15-18 นาทีนะ (ในตำราบอกเป็น เราว่าน่าจะหมายถึงว่าคนที่เล่นเสก็ตจนถึงอีกระดับนึงแล้วนะ)

  • Dry Land Axel Jump – อาจจะเริ่มจากท่า Waltz Jump (ให้ชัวร์ๆ) ก่อนแล้วค่อยเพิ่มเกลียวนะ ท่านี้ควรจะเคยเรียนมาก่อนด้วยนะ เพราะมันละเอียดมากกว่าที่คิดเลยล่ะ ซึ่งมันจะช่วยได้มากถ้าวอร์มดีๆ เวลาเราเล่นท่านี้ทีไรได้เทคนิคเพิ่มมาทุกที แล้วก็เป็นท่าที่จะทำผิดจนกลายเป็นความเคยชินได้มากๆเลย
  • Dry Land Loop Jump – ที่เราเอาอันนี้แยกออกมาเพราะมันขึ้นไม่เหมือนกัน
  • (Dry Land) Flip/Lutz Jump นี่ก็ด้วยที่ขึ้นอีกแบบ ขึ้นด้วยปลายเท้าขาข้างที่จะเป็นแกนหมุน=ขวา (ในลานจะใช้ Toe Pick)
  • (Dry Land) Single Jumps – ท่ากระโดดทุกท่าที่ร่ำเรียนมานั่นแหละ ถ้าไม่มั่นใจว่ากระโดดถูกแล้ว ชัวร์แล้วก็วอร์มท่าพวกนี้นอกลานด้วยจะช่วยให้ร่างกายจำจังหวะได้ดีขึ้นแล้วจะได้ไม่พลาดเวลาไปกระโดดในลานจริงๆ
  • (Dry Land) Double Axel Jump – สำหรับโปรๆทั้งหลาย จะวอร์มท่านี้กันด้วยก็ไม่มีไรมากแค่เพิ่มจาก Axel มาอีกรอบเอ๊ง!!
  • (Dry Land) Double Loop Jump – แค่เพิ่มจาก Loop Jump มาอีกรอบเอง...

อันนี้ส่วนตัวนะ... เราจะวอร์มท่าแลนดิ้งด้วยเนื่องจากว่าเราเป็นคนที่กระโดดแล้วลงไม่เคยดีเลย!! (ไม่รู้เหมือนกันว่าปั่น 2 รอบเข้าไปได้ไง)  ลองไปดูในรูปอนิเมชั่นเอาแล้วกัน ท่าคือยืนไขว้ขากันโดยขาซ้ายไขว้มาวางด้านหน้าขาขวา (ถ้าเป็นคนที่กระโดดแบบปกตินะ คือ... โดดหมุนไปทางซ้าย) แต่ถ้าเป็นคนที่ถนัดกระโดดหมุนไปทางขวาก็เอาขาขวาไขว้ไปข้างหน้าขาซ้ายแทน หรือจะทำทั้งสองด้านเลยก็ดีนะ จากนั้นคือเช็คเอาท์ (Check Out) ยกขาที่ไขว้ออกแล้วคล้ายๆกับถีบไปด้านหลัง เฉียงๆไปด้านข้างหน่อยๆนะ แขนทั้งสองกางออกไปด้านข้าง ตำแหน่งแขนมีอีกแบบด้วยคือ ตอนเก็บมือให้เก็บไปอยู่ทางขวาหน่อยๆ และเวลากางแขนก็ข้างขวากางไปด้านข้างส่วนข้างซ้ายเหียดตรงไปข้างหน้า เหตุผลคือ ลองเก็บมือไปทางขวาแบบที่บอกเร็วๆตอนจังหวะที่กระโดดและหมุนสักรอบดูดิแล้วจะรู้ว่ามันมีผลยังไง... ส่วนอันหลังเป็นมือที่จะปล่อยออกตอนแลนดิ้งเพื่อให้ทรงตัวได้ อันนี้ก็มีผลมากๆถ้าเล่นในลานโดยเฉพาะท่าที่ต้องกระโดดขึ้นต่ออีกรอบ อีชั้นจึงแนะนำว่าควรจะทำให้ชินซะตั้งแต่นอกลานไปเลย และอีกแบบที่ทำก็แค่ย่อเข่าลง กระโดด และเพิ่มหมุนกลางอากาศอีกสักรอบสองรอบ ถ้าเริ่มด้วยการยืนแยกขาเล็กน้อยก็ไปไขว้ตอนที่กระโดดขึ้นไปแล้วหมุนก็ได้ จะได้ความรู้สึกอีกแบบ... ล้ม!! ยัง ยัง มันไม่น่ากลัวมากนักถ้าเทียบกับ พุ่งไปซ้ายทีขวาทีถ้ากระโดดขึ้นไปไม่ตรง และข้อเท้าอาจพลิกได้ถ้าลงไม่ดีเช่นเดียวกัน ดังนั้นแนะนำว่าอันนี้ที่กระโดดหมุนด้วยเนี่ยควรจะมีพื้นมาค่อนข้างดีด้วยนะ อีชั้นเล่นมาหลายปีซ้อมท่านี้ยังพุ่งเลยเหมือนกัน ถ้าให้ดียิ่งขึ้นควรจะเล่นบนพื้นนิ่มๆหน่อยเวลาล้มจะได้ไม่เจ็บ และหาที่กว้างๆด้วยเผื่อไว้เวลาพุ่งจะได้ไม่ไปโขกโดนอะไรสักอย่าง (เดี๋ยวของมันพัง!!) แล้วก็มีท่าสไปรัล (Spiral) อันนี้ก็จะคล้ายๆท่าโยคะ ถ้าเคยเล่นโยคะจะรู้ดี คือ ตัวและขาเหยียดตรงขนานพื้น แต่ต่างกันตรงที่ มือโยคะจะยื่นไปข้างหน้าใช้มะ ส่วนสไปรัลเนี่ยมือจะอยู่ข้างๆ แล้วขาก็จะยกสูงกว่านั้นก็ได้ ยกได้เป็นเส้นตรงก็ทำเลยนะ จะเกาะขอบลานเอาก็ได้ กับอีกท่าที่เริ่มจะเป็นที่นิยมแล้วท่าจะกลายเป็นท่าบังคับอีกไม่นานคือท่าแบบเบลแมนสปิน ดึงขายกขึ้นให้สูงกว่าหัวซึ่งเรียกว่าขาเนี่ยเกือบจะเป็นเส้นตรงเลย ตัวจะพับแบบดูน่ากลัวๆหน่อยนะ พวกนี้คือท่าที่เราวอร์มเพิ่มมาเองนะ แต่จะทำด้วยก็ไม่ว่ากัน เพราะเดี๋ยวนี้เค้าก็ทำกันทั้งนั้นแหละ

Strength Training/Weight Training อันนี้แหละคือการเล่นเวท ต้องอยู่ในความควบคุมของโค้ชหรือผู้เชี่ยชาญนะจ๊ะ อย่าเล่นซี้ซั้วนะเว้ย เดี๋ยวได้กล้ามที่มากเกินพอดีมาแล้วจะแย่เอา เล่นเสก็ตสวยยังไงก็ดูน่าเกียดได้นะ เหอๆๆ อุปกรณ์ที่ใช้คือ ก้านยกน้ำหนักอะ คิดดูว่ามันจะหนักแค่ไหน ถึงบอกไงว่าต้องมีคนดูแลด้วย อธิบายไม่ถูกอะไว้จะพยายามอธิบายและ ทำอนิเมชั่นให้แทนอะนะ คอยติดตามด้วยล่ะ

  • Hang Pull
  • Back Squat
  • Bent-Knee Dead Lift
  • Heel Raise
  • Push Press
  • Hang High Pull

เราทำสรุปพวกท่าออกกำลังที่ช่วยเสริมกล้ามเนื้อสำหรับท่ากระโดดและท่าหมุนต่างๆจากซีดีสอนเสก็ต ISU Skating Technics เอาไว้ มี 2 หน้า อุปกรณ์มีดัมเบลกับบอลลาสติกที่ใช้เล่นโยคะ (กดดูแผ่นสรุป) 

ตำเตือน ถ้าบัลเล่ต์มีผลข้างเคียงทำให้ข้อเท้าอักเสบแล้วล่ะก็ ผลข้างเคียงของการเล่นเสก็ตคือมีปัญหาที่เข่าแน่นอน แล้วแต่ว่าจะเข่าหลุดหรือเข่าอักเสบ อะไรประมาณนี้ ซึ่งทำให้การเล่นกีฬาชนิดนี้แล้วเมื่อยขาหรือปวดขากลายเป็นเรื่องธรรมดาๆไปเลย วิธีที่เซฟที่สุดคือการวอร์มอัพก่อนเล่นดีๆ วอร์มให้พอเหมาะกับร่างกายและระดับความสามารถ ทั้งความสามารถของร่างกายกับระดับความสามารถในการเล่นเสก็ตด้วย ดังนั้นท่าวอร์มอัพหรือ off-ice บางท่าไม่จำเป็นต้องทำนะ เพราะหลายๆท่าต้องอยู่ในความควบคุมของผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้เท่านั้น (ก็พวกที่ต้องใช้เวทอะ)

ฝึกการทรงตัว (Balance) ส่วนอันสุดท้าย เราว่าน่าจะอยู่ในกลุ่มการฝึกการทรงตัวนะ ซึ่งมี Sport Cord – อุปกรณ์จะคล้ายๆยางยืดยาวๆอะ ต้องมีคนช่วยนะ (รึไม่ต้องวะถ้าหาอะไรมาหนีบอีกด้านได้ อิอิ ตามแบบฉบับของคนที่ไม่มีปํญญาจะจ้างโค้ชมาดูแลส่วนนี้ให้ไง)

  • Axel Takeoff (ไม่กระโดดนะ) ให้ยางดึงจากข้างหลังนะคล้องไว้ที่ข้อเท้าข้างที่เป็นแกน แล้วเตะเข่าข้างที่คล้องเนี่ยแหละขึ้นสูงๆตามด้วยเขย่งข้างที่ยืนอยู่ขึ้น
  • Leg Pull-Through คล้องยางที่ข้อเท้าข้างที่เป็น Free Leg (ขาที่ไม่ใช่แกนอะ) ยางจะดึงไปด้านหน้านะ ให้เก็บขาข้างที่คล้องเข้ามาเป็นท่าเกลียว (ขาไขว้กัน)
  • In-Air Rotation Position and Check-Out ดูอนิเมชั่นท่า Check-Out 1 เอานะ
  • Arms Check-Out with Sport Cord หาหลักที่สูงหน่อยนะ คล้องข้อมือสองข้างเก็บมือไขว้กันหันหน้าเข้าหาหลักที่เอาสายพาดไว้อะ ยืนห่างๆให้รู้สึกว่ายางมันดึงออกมา แลวท่าต่อมาคือกางแขนออก (ท่า Check-Out)
  • +Arms Check-Out with Dumbbells ทำแบบข้างบนนะแต่เปลี่ยนจากยางยืดมาเป็นดัมเบลล์ซึ่งตามแบบฉบับของเราๆที่ไม่มีปัญญาจะซื้อ หรือไม่รู้ว่าซื้อมาแล้วจะใช้คุ้มมั้ยก็ใช้เป็นขวดน้ำแทนไปก่อน ยกเสร็จเหนื่อยก็ดื่มซะเลย... ดีมั้ยล่ะ (แล้วดัมเบลล์มันกินได้มั้ยล่ะนั่น ใช่มะๆงก)

Special Equipment - ทำยางยืดที่ว่านี่เองมั้ย ก็แค่เอายางรัดของนี่ล่ะหลายๆเส้นต่อ 1 ข้อมาคล้องต่อกันเหมือนทำยางกระโดดน่ะแหละ เอายาวสักเมตรกว่าๆก็พอ ให้ข้างนึงเอาให้มันพันกับเสาได้สักรอบแล้วอีกข้างก็พันข้อเท้าได้สักรอบ ถ้าคิดว่าจะทำคนเดียวแบบไม่มีคนจับให้อะ ถ้ามีคนจับให้แล้วดันทำยางมาสั้นๆจะไปเตะโดนเค้าเอาน่ะสิ เว้นแต่ว่าอยากเตะคนอยู่แล้ว เอ๊ย ไม่ใช่ๆ!! - ไม่ดี ไม่ดีเดี๋ยวเค้ารู้ทัน อิอิ (นอกจากจะไม่มีปัญญาจ้างโค้ชแล้วยังไม่มีปัญญาจะซื้ออุปกรณ์ที่ว่ามาอีกต่างหาก แต่เอาวะ เพราะแค่ค่ารองเท้าก็หมดตูดแล้วว่ะ ไม่กี่หมื่นเอ๊ง!! T-T)

ตัวอย่างโปรแกรมออกกำลัง (Sample off-ice Program)

  • ว่ายน้ำ วิ่ง หรือขี่จักรยานครั้งละครึ่งชั่วโมงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
  • Strength Training อาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้าอยากทำอาทิตย์ละ 2 ครั้งต้องเว้นช่วงระยะเวลา 2 วันนะไม่งั้นจะล้าเอา แทนที่จะดีกลับแย่ลงไม่รู้ด้วยนะ
  • Stretching ยืดตวยืดขาแบบจริงๆจังๆแค่อาทิตย์ละครั้งก็พอ (ต้องใช้เวลานานด้วยนะ สัก 1-1½ ชั่วโมงอะ) แต่ถ้าเล็กๆน้อยๆอย่างยืดขาให้เหยียดได้ 180 เนี่ยจะทำทุกวันก็ไม่มีใครว่าอะไรนะ
  • พวกคลาสเสริมอย่าง บัลเล่ต์ โยคะ Pilates อะไรแบบนี้ก็แล้วแต่ว่าอยากจะลงไว้เยอะแค่ไหน แต่อาทิตย์ละครั้งก็พอ (แบบงกๆ ซื้อหนังสือหรือวีซีดีสอนโยคะมาฝึกเอาเอง แต่บัลเล่ต์เนี่ยคงต้องไปลงว่ะ ถ้าไม่ซีเรียสมากว่าต้องมีคนคุมนะ ก็ลงสักคลาสสองคลาสเอาเทคนิค เอาท่าทางให้ถูกแล้วมาฝึกเอง... อิอิ)

ปล.1 กรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชมด้วย!! เพราะถ้าคิดจะเป็นนักเสก็ตจริงๆเนี่ยอย่างกนะเว้ย บอกไว้ก่อนเลยไม่งั้นจะได้ดับก่อนรุ่ง

ปล.2 ท่าไม่ได้มีแค่นี้แต่บางอันเราอ่านไม่เข้าใจ บางอันก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นที่จะต้องทำหรือมันเป็นท่าเฉพาะจริงๆที่ไปลงเป็นคลาสเอาจะดีกว่า และโปรแกรมพวกนี้โค้ชหรือทีมงานของนักเสก็ตเค้าจะจัดให้เป็นรายบุคคล แน่นอนว่าโปรแกรมจะไม่เหมือนกันทุกคนเสมอไปอะ เลยลงให้คร่าวๆนะ

ก่อนจะไปเสก็ต 3 – เรื่องควรรู้เกี่ยวกับรองเท้าและเบลด

รองเท้าเสก็ต

รองเท้าเสก็ตลีลาหรือ ฟิกเกอร์เสก็ตจะมี 2 แบบนะ

  1. แบบแรกเรียก Recreational Skate จะเป็นรองเท้าแบบนุ่มๆ ใช้ผ้าปนกับหนัง และจะเหมือนใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้า Sneakers ที่ใช้ใส่เต้นแจ๊สอะไรประมาณนี้ ภาษาอังกฤษเรียกเป็น Leisure หรือ Soft Skate ซึ่งจะมีเบลดติดมากับรองเท้าอยู่แล้วและราคาถูกกว่าอีกแบบที่จะบอก แล้วรองเท้าแบบนี้จะช่วยให้ไม่เจ็บเท้าสำหรับคนที่มีเวลาเล่นไม่บ่อยและไม่ได้เล่นจริงๆจังขนาดจะเล่นท่าแปลกหรือกระโดด (ถ้าใส่แบบนี้แล้วกระโดดไม่ข้อเท้าคนพลิกก็รองเท้าพังน่ะแหละ ต่อให้เป็นเด็กตัวเล็กๆน้ำหนักเบาก็เถอะนะ)
  2. Traditional Skate หรือรองเท้าเสก็ตลีลาที่เล่นท่าได้เยอะ อันนี้ขอเตือนก่อนเลยว่ารองเท้าและเบลดแต่ละรุ่นมันก็มีความสามารถพิเศษของมันเหมือนกันนะเดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้ทีหลัง ขออธิบายก่อนว่ารองเท้าแบบนี้มันจะมีหน้าตาเป็นยังไงก่อนแล้วกัน... คือว่า รองเท้าประเภทนี้มีทั้งแบบที่ติดเบลดมาให้แล้วและแบบที่ซื้อแยกเอาเอง แน่นอนว่าซื้อคู่เลยจะราคาถูกกว่าแต่ไม่ควรจะประหยัดสำหรับคนที่เล่นเกินความสามารถของรองเท้ารุ่นนี้ เพราะที่ขายคู่เนี่ยสำหรับคนที่หัดเล่นแล้วอยากจะเอาจริงซึ่งสามารถใช้รองเท้าแบบนี้ได้จนถึงขั้นที่กระโดดแล้วแลนดิ้งลงด้วยขาเดียวนั่นแหละ (ประมาณ ISI Freestyle 1) หลังจากนั้นก็เปลี่ยนได้แล้วเพราะถ้าเจ็บขึ้นมาคราวนี้ไม่ต้องเล่นกันพอดีเพราะข้อมันจะหักง่ายมาก แต่ถ้าเพิ่งหัดเดินแล้วซื้อแบบแยกเนี่ยไม่แนะนำนะ เพราะคนที่เพิ่งเล่นเนี่ยขาที่ยืนจะเอียงๆซึ่งจะมีผลตอนที่ติดเบลดมากๆ เอาแบบที่เค้าติดมาให้ไปก่อนพอยืนมั่นคง ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาถูกต้องแล้วจะซื้อแยกเอาแล้วไปให้เค้าติดเบลดให้อันนี้ถ้าเล่นนานมากๆและซี้ๆกับพี่ที่ขายหรือโค้ชที่ทำเป็นอาจจะขอให้เค้าติดให้ฟรีๆเอา อิอิ (ต้องเล่นมานานแบบว่าเค้าเห็นหน้าประจำนะ ไม่ใช่นานแบบนานๆครั้ง อันนั้นคงโดนตบ) สำหรับคนที่ซื้อแยกเป็นครั้งแรกนะ เวลาเค้าติดเบลดเนี่ยเค้าจะใส่น็อตให้ไม่หมดก็อย่าตกใจไปที่ส้นเค้าจะใส่แค่ 2 ตัว ส่วนหัวจะใส่แค่ 3-4 ตัว ประมาณนี้จำไม่ได้ ใช้มานานแล้ว...  ใช้ไปก่อนสัก 2-3 ครั้ง ห้ามกระโดดนะ ยกเว้นกระโดดเบาๆพอได้ หมุนก็เบาๆด้วยล่ะให้เบลดมันเข้าตำแหน่งกลางเท้าของเราจริงๆ (ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับเส้นตะเข็บที่หัวรองเท้าหรือกลางฝ่าเท้าเสมอไปนะ เค้าถึงไม่ใส่น็อตให้หมดไง) หลังจากนั้นก้เอาไปติดเพิ่มเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ก็ไม่ต้องสะเออะไปกวนเค้าอีกแล้วนะ...

การเลือกเบลด

เบลดคือแถบเหล็กบางๆยาวๆด้านหน้ามีฟันหยักๆ (ที่ทำเราไม่หัวทิ่มเพราะสะดุดฟันมันก็หงายหลังเพราะไปเหยียบหางเบลดตัวเองนั่นแหละ) ที่ติดอยู่ใต้รองเท้าเสก็ตที่เรียกว่า บูทซึ่งอันนี้เนี่ยไม่มีศัพท์ไทยบัญญัตินะ ถ้ามีคงแปลกๆพิลึกๆเอาเป็นว่าทั้งงานเราจะเรียกชิ้นส่วนนี้ที่ทำให้เราโลดแล่นบนลานน้ำแข็งว่า เบลด ตลอดงานเลยแล้วกันนะ ยี่ห้อที่นิยมที่สุกมี 2 ยี่ห้อ คือ John Wilson กับ Mitchel King (MK-ไม่ใช่สุกี้นะเว้ย อย่าเข้าใจผิด) ส่วนการเลือกซื้อนั้นต้องดูอะไรบ้าง?

  • ความโค้งจากหัวเบลดใต้ฟันซี่สุดท้ายจนถึงปลายเบลด (Rocker เราเรียกปลายเบลดที่ยื่นออกมาจากส้นว่าหางว่ะ เพราะมันเกะกะและทำเอาเราหัวทิ่มมาหลายรอบแล้ว!!) ที่เหมาะสมอยู่ที่ (ขนาดเทียบกับวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง) 7 ฟุต
  • ความลึกของร่อง (Radius Of Hollow) ที่สันด้านที่เราใช้ไหลไปบนลานนั่นแหละ (อันนี้ต้องสังเกตดีๆ หยิบเบลดมา เอาสันที่เราใช้เดินบนน้ำแข็งหงายขึ้นจะเห็นว่ามันเป็นร่องโค้งนิดๆ) ความลึกของร่องที่เหมาะสมเทียบกับวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ¾ นิ้ว ถึง 2 นิ้ว เพราะมันจะไม่เจาะน้ำแข็งลงไปลึกเท่ากับแบบที่ร่องลึก ¼ นิ้ว หรือ ½ นิ้ว นอกจากนี้สันของเบลดเนี่ยก็ยังมีทำมาพิเศษอีก 3 แบบ (ที่นิยมกันนะ) คือ แบบ Parabolic แบบ K-Pick และแบบ K-Pick Parabolic (รวมมันทั้งสองอย่างเลย) อ่อ ถ้าใครช่างสังเกตจะเห็นว่าสันเนี่ยมันจะมีลูกเล่นไม่เหมือนกันด้วยนะ ถ้าดูจากส้นรองเท้าส่วนมากสันมันจะตรงลงมาเลยใช่มะ แต่ก็จะมีบางแบบหรือบางรุ่นที่สันมันไม่ได้ตรงแด่งลงมาแต่มันจะมีร่องบีบสันให้ส่วนที่เราใช้เดินบนลานเล็กกว่าส่วนที่ติดกับรองเท้า (สันแบบ Dovetail และ Slimline)  หรือบางรุ่นก็ยังเป็นแบบเหมือนว่าจะตรงลงมาแต่ช่วงเกือบๆปลายสันจะมีโค้งหน่อยๆ (จะเรียกเป็นสันแบบ Tapered)
  • ชนิดของเบลด หมายถึงว่าจุดประสงค์ของเราจะเสก็ตแบบไหน เช่นถ้าเล่นเสก็ตลีลาแบบทั่วๆไปก็ได้หลายแบบเลย แต่ถ้าอย่างไอซ์แดนซ์เนี่ยเค้าจะเน้นเสต็ป และเล่นกันแบบไปกันเป็นคู่แทบไม่ห่างกันเลยตลอดเพลง เบลดของเค้าจะหางสั้นประมาณว่าเกินส้นรองเท้ามาแค่นิดๆจนเห็นแล้วคิดว่าเกือบจะเท่ากับส้นรองเท้าเลยด้วยซ้ำ
  • ขนาดหรือความยาวของเบลด จะวัดกันที่ส่วนที่ติดกับรองเท้านะไม่ใช่ความยาวทั้งหมดตั้งแต่ฟันมันจนถึงหาง แล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกรุ่นทุกยี่ห้อจะมีทุกไซส์นะบอกไว้ก่อนเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะซื้อ วางแผนไว้เลยว่าถ้ารุ่นนี้ไม่ได้จะเอารุ่นไหนแทน คิดไว้หลายๆรุ่นเลย

ตอนแรกที่เราซื้อรองเทาคู่ที่สอง เราไปถามราคาในโปรช็อปที่เมืองไทยตอนนั้นมันอยู่ที่เวิลด์เทรดเก่า (ตอนนี้เป็น Central World Plaza) แบบ ที่สันมันไม่ได้ตรงๆธรรมดานะจะบวกจากราคาปกติไปอีก 1500 บาท ส่วนที่ฮ่องกงเราซื้อเบลดล่าสุดที่เราใช้เป็นรุ่น Phantom Special (ที่สันมันจะเป็นร่องบีบเข้า) ที่ Festival Walk ราคาเนี่ยเท่ากันกับ Phantom ธรรมดาเลย แต่ที่เรางงกว่านั้นคือ ที่อเมริกา เบลดที่สันไม่ใช่แบบตรงลงมาราคาจะสูงกว่าเหมือนกัน ถ้าเรื่อง แบบ Parabolic หรือแบบ K-Pick ก็คนละราคาเป็นเรื่องปกติ

สรุปให้เลยแล้วกันว่าระดับไหนควรจะใช้แบบไหน เฉพาะ 2-3 ยี่ห้อ หรือจะดูชาร์ตเอาก็ได้นะ

เบลด - MK Blade, Ultima      บูท SP-Teri, Reidelle, Harlick, Jackson (มันแยกไม่ชัดอะว่าระดับไหนควรจะใช้อะไร)

รูปของหัวข้อ ก่อนจะไปเสก็ต 1 อะไรที่ต้องมี รูปนี้รวมทั้งรองเท้าและเบลดทุกยี่ห้อเลยไปดูเอาเองนะว่ามียี่ห้ออะไรมั่งน่ะ

เพิ่มเติมอีกนิด

  • -          ถ้าเท้ากว้าง SP Teri หรือ Super Teri จะเหมาะกว่านะ และถ้าตัวหนักด้วยยี่ห้อนี่ดีสุดๆ (กรูเอง KT-2 สะเออะมาก นึกว่าจะดับเบิ้ลดิบได้ดีเอามาปากดว่าโดดไม่ขึ้น หนัก!! และไม่ได้ว่างไปซ้อมเร้ย...)
  • -          เท้าเรียวยาวก็เหมาะกับ Reidelle (เพราะกรูใส่ไม่ได้ ยัดก็ยัดไม่ลงแล้ว)
  • -          Jackson เนี่ยไม่มีแยกให้ดูว่ารุ่นไหนเหมากับเลเวลไหนว่ะ แต่ถ้าไปถามร้านเค้าจะรู้ ก็งงอยู่ว่ารู้ได้ไงเพราะเราดูในเว็บของรองเท้ายี่ห้อนี้เลยน่ะดิยังไม่มีข้อมูลตรงนี้เลย... รึว่ามีแต่เราหาไม่เจอวะ (คู่เก่าของชั้นเอง พอถอดรองเท้าออกมาเท้าเรียวสวยเชียว... มันบีบซ้า!!)
  • -          SP Teri เป็นยี่ห้อที่มีรุ่นน้อยมากๆแต่มันจะมีจุดที่ต่างคือด้านข้างของรองเท้าที่จะเป็นแบบพลาสติกและแบบหนัง รุ่นที่ด้านข้างเป็นพลาสติกแล้วมันจะขาดง่ายและทำรองเท้าพังไปเลย ถึงมันจะแค่นินเดียวก็เถอะ (เจ๊แจ็ค)
  • -          ต่อให้เปลี่ยนรองเท้าเป็นคู่ใหม่เบลดใหม่แต่ไม่เปลี่ยนรุ่นเบลดที่ใช้จะชินกับรองเท้าใหม่เร็วขึ้น (ไม่รู้จริงรึเปล่านะ) แล้วถ้ารองเท้าไม่เปลี่ยนรุ่นด้วยล่ะ จะชินเร็วขึ้นมั้ย น่าจะเนอะ.. (เจ๊แจ็ค)
  • -          ส้นรองเท้าบางยี่ห้อที่มีชื่อติดแบบเป็นน็อตยึงเนี่ย ถ้ามันหลุดก็อย่าไปดึงนะไม่งั้นพังถาวร!! ควรจะค่อยๆไขออกดีๆ
  • -          รองเท้าสั่งตัดราคาถูกกว่าซื้อและจะเข้ากับเท้าได้เร็วกว่า... แต่ก็ต้องดูด้วยว่าสั่งตัดยี่ห้ออะไร ลองเช็คเอานะ... (ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับเท้าด้วยมั้ย ว่าถ้าเท้าไม่ปกติจะราคาสูงกว่าอะไรแบบนี้)
  • -          เบลดทีมีหัวจิกเสริมออกมาข้างๆ หรือ K-Pick ถ้าไม่มั่นใจว่าสามารถกระโดดได้ถูกต้องตามเทคนิคมาตรฐานล่ะก็อาจหัวทิ่มได้นะ (เฮียเปาบอกมา)
  • -          Harlick Finalist คู่สุดฮิตของนักเสก็ตหลายๆคน ไม่รู้ว่าทำไม หนักก็หนัก เจ็บก็เจ็บนาน (ชั้นลองมาแร้วแข็งนรก!! หนักกว่า SP อีกและยังไม่ทันได้ลงไปโลดแล่นในลานก็เจ็บแล้ว) น่าจะเป็นเพราว่ามันหนักและเจ็บล่ะมั้ง มันบุเยอะไง บุตัวที่มันจะมาซัพพอร์ตเท้าเรา แต่ไม่แน่ใจว่ามันเกินไปมั้ยล่ะนั่น...

** อยากได้ค่าโฆษณาอะ ** อิอิ

การลองรองเท้าก่อนจะซื้อและการใส่รองเท้า

ลานที่สำโรงเห็นเด็กบางคนเล่นก็เก่งแล้วนะยังให้พ่อแม่ใส่รองเท้าให้อยู่เลย แต่จริงๆควรจะใส่เอง ให้ผู้ปกครองช่วยดึงให้เวลาที่เชือกไม่ตึงหรือดูหลวมๆยังจะดีกว่านะ เพราะเวลาดึงเชือกรองเท้าต้องดึงเข้าหาตัวเราจะง่ายกว่า แน่นพอดีกว่าให้คนอื่นดึงให้ด้วย ตอนที่ใสรองเท้าเนี่ยวางเท้าให้ตั้งตรงก่อนนะค่อยผูกเชือกและเวลาผูกจะผูกที่ช่วงตัวรองเท้าแน่นกว่าข้อ ปลายเท้าเราที่อยู่ในรองเท้าจะกระดกขึ้นลงได้แต่จะหมุนเท้าไปมาไม่ได้นะถ้าหมุนปลายเท้าเป็นวงได้หมายถึงว่าอันตรายนะ เท้าจะลื่นเวลาเล่นหรือเกร็งซึ่งจะทำให้ปวเท้าเอาง่ายๆน่ะสิ อ่อ รองเท้าเสก็ตเนี่ยความยาวจะต้องพอดีกับเท้านะ ใส่แล้วนิ้วเท้าต้องไม่งอและไม่เหลือที่ทั้งหัวรองเท้าและส้นรองเท้า เว้นแต่ว่าถ้าเป็นเด็กเนี่ยคนขายที่ชำนาญจะเผื่อให้อีกนิดเพราะเด็กเท้าจะโตเร็ว

Break in คืออะไร?

Break in คือการปรับสภาพรองเท้าเสก็ตให้เข้ากับเท้าของเรา(และหายเจ็บซักที) ซึ่งเวลาที่เราซื้อรองเท้ามาใหม่ๆเนี่ย หนังมันจะยังแข็งอยู่และก็เป็นรูปตามแม่แบบที่เค้าทำมา นั่นแหละที่ทำให้เจ็บนรก... ส่วนวิธีปรับสภาพรองเท้าก็มีทำกันหลายวิธี

  1. ปล่อยไปตามธรรมชาติ (สำหรับคนที่เล่นทุกวันหรือเกือบจะทุกวัน) ใส่รองเท้าแบบไม่ต้องผูกเชือกจนสุดนะ เว้นตะขอคู่บนสุดไว้ แล้วไม่ต้องใส่เล่นนานมาก แค่ครึ่งชั่วโมงก่อนแล้วค่อยๆเพิ่มทีละครึ่งชั่วโมง ซึ่งครั้งที่ 3 หรือ 4 ผูกเชือกเกี่ยวตะขอข้อบนสุดด้วยนะ พอใช้แบบผูกข้อบนสุดได้ครบ 4-6 ชั่วโมง ครั้งต่อไปก็เว้นตะขอคู่บนสุดไว้ใช้จนครบ 4-6 ชั่วโมง คราวนี้ก็ใส่เล่นหรือซ้อมได้ตามปกติแล้ว ก็ใช้เวลาหลายวันอยู่นะแต่ข้อเสียน่าจะน้อยกว่าอีกวิธีที่จะบอก
  2. ใช้ถุงเท้าร้อนๆ (อุ่นๆ) ช่วย โดยเลือกถุงเท้าที่บางๆหรือคู่ที่เราใส่เล่นเสก็ตประจำหรือจะใส่เล่นเสก็ตไปแช่น้ำร้อน ถ้าแน่ใจว่าแช่จนถุงเท้าไม่ดูดน้ำแล้วก็เอามาใส่ทันทีและใส่เข้าไปในรองเท้าเสก็ต [ใส่กา(ร์)ดแข็งด้วยนะ] เดินไปรอบๆในบ้านสักประมาณ 30-45 นาที ถ้าใส่อยู่แล้วรู้สึกเจ็บๆก็นั่งพักก่อนแต่อย่าถอดรองเท้าออกนะ ให้ได้ผลที่ดีที่สุด ทำแบบนี้สัก 3 วันต่อสัปดาห์ รองเท้าคู่ใหม่นี้เล่นในลานอีก 2-3 สัปดาห์ แต่ที่เราเคยอ่านเจอเค้าบอกว่าวิธีนี้จะทำให้รองเท้าเสียเร็วนะ เราก็ไม่แน่ใจอะแต่ส่วนมาก็ใช้วิธีแรกกันนะ

อ่อ ที่สำคัญอย่าลืมจดด้วยว่าเราใช้เวลาในการปรับสภาพรองเท้า (ให้มันซี้กับเท้าเราได้เร็ว) แค่ไหนด้วยเพราะเวลาที่จะเปลี่ยนคู่ใหม่จะได้รู้ว่าควรจะเปลี่ยนก่อนแข่งกี่วัน (อันนี้ไม่แนะนำให้เปลี่ยนก่อนแข่งนะ ควรจะใช้มาสักพักมากกว่า แต่เผื่อให้เวลาฉุกเฉินที่รองเท้าเก่าดันมาป่วยก่อนแข่งพอดี)

ปล. ที่เรางงคือ เวลาปรับสภาพบางตำราบอกว่าให้ย่อเข่าเยอะๆแต่บางตำราห้ามทำ ตกลงมันยังไงวะ แต่ถ้าวิธีเราคือใช้แบบปกติที่สุดเพราะเราต้องทำแบบนั้นอีกนาน (มีเหตุผลพอมั้ย)

การดูแลรักษารองเท้า

ขอพูดถึงเรื่องการติดเบลดก่อนนะ เวลาที่ติดเบลดครั้งแรก (ถ้าซื้อแยกกันมา) เค้าจะติดให้ไม่ครบทุกรูให้เราใส่ไปลองเล่นดูก่อนเพื่อให้เบลดมันอยู่ในตำแหน่งที่อยู่กลางเท้าเราที่สุดซึ่งแต่ละคนก็มีเส้นกลางเท้าที่อาจจะไม่ตรงกับตะเข็บรองเท้าที่อยู่ที่หัวรองเท้าเสมอไปนะ และเท้าแต่ละข้างก็ไม่ได้มีเส้นกลางเหมือนกันด้วยนะ ส่วนเวลาเอาไปลองใช้หาศูนย์กลางเบลดก็แค่ใส่แล้วลงไปวิ่ง Crossover ทั้งไปข้างหน้าถอยหลังและทั้ง 2 ด้านด้วย จะลองหมุนเบาๆด้วยก็ได้ ใช้ 3-4 ครั้งก็เอาไปติดน็อตเพิ่มได้ แต่อย่าตกใจไปถ้าเค้าก็ยังติดน็อตให้ไม่หมด เพราะว่าจะเหลืออีกรูสองรูเผื่อเวลาปรับหรือเปลี่ยนเบลดใหม่ (แต่ส่วนมากก็เปลี่ยนยกเซ็ท เพราะว่ามันก็พังไปพร้อมๆกัน) เรื่องเปลี่ยนเบลดใหม่แต่รองเท้าเดิมก็ไม่ค่อยนิยมนะ เพราะรองเท้าที่เป็นรูแล้วติดเบลดใหม่เข้าไปก็มีโอกาสโยกเยกอยู่ดี โดยเฉพาะถ้าทำท่า เบลแมนสปิน (Beillman Spin เบลออาจหลุดติดมือมาได้... อิอิ) แล้วก็รองเท้าเดิมเนี่ยเปลี่ยนได้แค่สองครั้งนะ ถ้าเบลดดันพังเร็วกว่ารองเท้า (เล่นยังไงวะ) จะใส่อันที่ 3 เนี่ย เปลี่ยนคู่ใหม่เถอะไม่งั้นคนเล่นอาจจะเดี้ยงถาวรได้!!

หลังใช้ก็เช็ดเบลดให้แห้งนะ ไม่ควรเก็บรองเท้าเข้าล็อกเกอร์เพราะในล็อกเกอร์จะชื้นและอากาศไม่ถ่ายเท แน่นอนว่ารองเท้าจะขึ้นรา... (แต่ชั้นเก็บเข้าล็อกเกอร์ประจำ ก็ขี้เกียจแบกกลับนิ หนัก... ไม่ควรเอาอย่างนะ ;D) กลับบ้านอย่าลืมเอาออกมาตากด้วย ดึงเชือกออกหลวมๆให้ลิ้นมันแลบออกมาได้จะได้แห้งเร็วๆ ตากในที่ร่มนะ ถ้าเอาไปตากแดดหนังรองเท้าจะแห้งแข็ง เดี๋ยวจะเจ็บเอาง่ายๆ...

 

การดูแลรักษาเบลด

หลังจากเล่นเสร็จแล้วเอานิ้วปาดน้ำแข็งออกด้วย เช็ดให้แห้ง เช็ดตามตัวน็อตด้วยนะ อีพวกนั้นแหละสนิมขึ้นง่ายนักแลกลัวไม่แห้งจะตากไว้อีกหน่อยก็ได้แล้วถ้าแน่ใจว่าแห้งแล้วก็ใส่กา(ร์)ดที่เป็นผ้าไว้ซะ อย่าเก็บใส่กา(ร์)ดแข็งเพราะมันเก็บความชื้นแล้วยังฝุ่นเข้าง่ายด้วย เค้าเอาไว้ใส่เวลาเดินในลานเบลดจะได้ไม่ทื่อง่าย แล้วก็ทำความสะอาดกา(ร์)ดแข็งนี่บ่อยๆด้วยนะ เรื่องการลับเบลดเนี่ยเอาไปลับเมื่อรู้สึกว่ามันเริ่มเกาะพื้นไม่ค่อยอยู่แล้ว (ไม่ต้องรอให้หัวทิ่มก่อนนะค่อยเอาไปลับอะ) อย่าไปลับเบลดจากพวกเคริ่องลับเบลดอัตโนมัติ (ที่อเมกาคงมีเครื่องนี้มั้ง แต่ของเมืองไทยต้องให้คนลับให้อยู่ดีนั่นแหละ ครั้งละ 100 บาท) อยู่เมืองไทยไม่มีเครื่องลับก็ไปพี่ที่ร้านโปรช็อบเค้าทำให้ บอกเค้าจะเอาคมแค่ไหนร่องเบลดเอาลึกมั้ยบอกเค้าได้นะ (เอาแบบคมที่เราเล่นได้ด้วยนะไม่ใช่ลับเสร็จลงไปในลานกระดิกไปไหนไม่ได้ อันนั้นจะพาเอาเจ็บตัวมากกว่า) เวลาที่ควรจะลับเบลดโดยเฉลี่ยนะ ก็อยู่ที่ 20-60 ชั่วโมง แล้วแต่ความบ่อยถ้าอย่างแบบไม่บ่อยเลยก็ลับทุกๆ 2 เดือน (ถ้าเล่นไม่บ่อยนะ หรือว่าไม่ค่อยได้เล่น) และก็ควรจะลับเบลดก่อนแข่งสัด 1 อาทิตย์ด้วยนะ

ดูรูปประกอบได้ในอัลบั้ม "เบลด" นะ

ก่อนจะไปเสก็ต 2–การเรียนเสก็ต เลือกลานและโค้ช

     ไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรถึงมีปัญหากับคนที่เป็นครูตลอด ตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลแล้ว มาเรียนขี่ม้า เรียนเสก็ตก็ยังมีเรื่องกับคนสอนอยู่ แต่ยังไงซะเอาเป็นว่าเพราะชั้นชอบมีปัญหากะครูหรือผู้ฝึกสอนอยู่แล้ว เลยทำให้เราชอบหาข้อมูลเอง เรียนรู้เอง บ่อยๆที่ฝึกเองด้วย (จึงเป็นที่มาของการทำเว็บเสปซอันนี้ ตอกย้ำถึงจุดประสงค์จะได้ไม่นอกเรื่อง... อิอิ) แต่แน่นอนว่าพื้นฐานก็ต้องมาจากการเรียนก่อน เพราะยังไม่รู้อะไรเลยเนี่ยจะไปหาข้อมูลได้ยังไง จริงมั้ย

ความปลอดภัยในลานเสก็ต น่าสนใจดี ออกประมาณกฎมาตรฐานการเล่นเสก็ตในลาน

     กฎทั่วไปของลานที่จะมีเหมือนๆกัน คือ จะเดินกันเป็นวงไปทางด้านซ้าย หรือ ทวนเข็มนาฬิกา ไม่แกล้งกัน ไม่เดินเรียงแถวกันเป็นหน้ากระดาน (ชั้นเล่นประจำว่ะอันเนี้ย.. อิอิ ก็แหมเล่นเวลาไม่มีคนกับตอนที่คนน้อยๆน่ะ... อยากเล่นแบบนี้ไปสำโรงเว้ยเพราะไกลจนคนไม่อยากไปกัน...) ไม่ดื่มหรือกินบนลานเสก็ต (ถ้าออกจากลานมาคาบไปเคี้ยวในลานเนี่ยจะอนุญาตมั้ย!! เหมือนตัวอะไรสักอย่างว่ะ.. อิอิ) ไม่เล่นตัดลานเพราะส่วนตรงกลางจะเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนการสอนเสก็ตที่มีกรวยตั้งเป็นเขตกั้นไว้ ถ้าไม่สนใจก็อาจเจอท่าฟลายอิ้งตัดหัวอะไรแบบนั้น.. –Flying Camel Spin- หรือถ้าโชคดีหน่อยก็จะมีหลุดออกจากโซนเรียนไปหาเอง ก็รอรับดีๆนะ อิอิ และทำตามคำแนะนำของผู้ดูแลลาน (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าช่วยอะไรได้มั่ง..?? หมายถึงในเมืองไทยนะ อิอิ-) ซึ่งลานก็จะมีกฎระบุไว้ที่ทางเข้าอยู่แล้วก็ต้องคอยอ่านด้วยเหมือนกันนะ ถ้าคนที่เพิ่งหัดเดินก็ควรจะเดินชิดขอบลานและพยายามอย่าวิ่ง ไม่ลงไปเล่นในลานตอนที่รถไถน้ำแข็ง (Zamboni) กำลังทำงานอยู่ (หรืออยากตายก็เชิญย่ะ... แป่ว!! จริงๆถ้าไปขวางการทำงานเค้าอาจจะโดนคนอื่นเขม่นเอาได้ เพราะเสียเวลาและเงินค่าเข้ามาแล้วไง) แต่ปกติเนี่ยใครจะเข้าคงไม่ลืมดูเวลารอบแต่ละรอบที่ลานเค้ากำหนดไว้อะนะ.. ถ้าลานที่สำโรง (Imperial World Ice Skating Samrong) รอบแรกก็จะเปิด 10.00 น. ถึง 14.45 น. และรอบที่สองก็จะเปิด 15.00 น. ถึง 20.00 น. แต่บางวันที่มีซ้อมฮอกกี้ก็จะปิดเร็วกว่าปกติหน่อย บางทีก็มีปิดแบบให้เข้าไปดูได้แต่เล่นไม่ได้ก็มี อย่างช่วงแข่งหรือช่วงที่สมาคมเค้าะจัดสอบนั่นแหละ ก็ลองเช็คดูเอานะ ส่วนที่ The Esplanade เราไม่แน่ใจว่ะ รู้แค่ว่ากรูเล่นอะไรไม่ได้เลยแค่นั้นแหละ เล็กและบัตรแพงโตครๆ เรียกว่าเหมาะกับพวกเบสิกจริงๆที่เกาะขอบหัดเดินเอาน่ะแหละ หรือถ้าพวกเซียนหมุนอย่างคนที่เล่นที่ลาดพร้าวจะหมุนกันเก่งมากไม่ไหลสักกะนิด ก็ยังพอสนุกได้อีกนิด แต่พวกที่มาจากสำโรง และเวิลด์เทรดเก่าเป็นพวกกุ้งเต้น แบบกระโดดเอากระโดดเอา ลานที่ The Esplanade เลยเล็กไปหน่อย ตั้งหลักยังไม่ทันได้กระโดดก็ชนขอบลานไปแล้ว ไม่ก็โดดข้ามไปเลย... (แล้วจะลงมาแลนดิ้งยังไงวะ)

     ถ้าล้มจำไว้ว่าปล่อยตัวสบายๆไป แค่ระวังหัวกระแทกพื้น อย่าเอามือวางบนพื้นน้ำแข็ง และลุกให้เร็ว ที่เราอ่านเหมือนประมาณว่าถ้าจะล้มก็อย่าเอามือไปยันพื้น ถ้าล้มแรงๆแล้วทำแบบนั้นอาจจะทำให้กระดูกหักได้อะ ถ้าให้ดีก็เล่นระวังๆหน่อยนะ ถ้าเจอคนล้มแล้วลุกไม่ไหว อย่าเพิ่งไปดึงเค้าออกนอกลานนะให้โค้ชหรือคนดูแลลานมาช่วยจะดีกว่า แต่ไม่ได้หมายถึงว่าให้เมินนะ คือเราก็ช่วยเค้าได้คือไปยืนขวางกันคนอื่นมาโดนเค้า แต่ที่เราไม่เข้าใจคือมีนักกีฬาบางคนไม่ค่อยเคารพกฎ เค้ากั้นไว้ก็ยังออกมาวิ่งข้างนอก ไอ้วิ่งข้างนอกน่ะเราก็เข้าใจว่าบางท่ามันต้องตั้งหลักมาหรือว่าวิ่งให้เร็วๆซึ่งถ้าวิ่งในโซนเรียนคงเร็วตายเลยอะ แต่บางคนมันเกินเขตสอนแล้วยังมาเขม่นพวกที่เล่นไม่เก่งเท่าแต่เดินๆอยู่รอบๆเฉยๆก็มี ประมาณว่าแกมาเกะกะชั้นทำไมอะไรแบบนี้ก็มี ก็บอกไว้ให้ทำใจเฉยๆ ขนาดอย่างเราๆที่มีรองเท้ามาเองมันยังโทดว่าเราทำเค้าพลาด แบบไม่ดูตัวเองก่อนด้วยซ้ำ... คนดีๆก็มีอะนะแบบเราและกลุ่มเราไง.. อิอิ สนใจก็มาร่วมกลุ่มกันได้นะ (hi5 Thai Skater) อ่อ แล้วอีกอย่างนึงด้วยนะ.. อย่ายืนคุยหรือเล่นกันในลานเกะกะคนอื่น... (อันนี้เราก็ทำอยู่บ่อยๆนะ แต่ถ้าคนเยอะเราก็หลบไปนอกลานนะเว้ย)

เพิ่มเติมอีกนิด และคนที่(คิดว่า)เล่นเป็น เล่นเก่งแล้วก็ดูตรงนี้ด้วยนะ...

  • มารยาท.. เล่นเป็นแล้วก็ระวังคนอื่นด้วย โดยเฉพาะคนที่ยังเล่นไม่เป็นหรือเล่นไม่เก่งเท่าตัวเองน่ะนะ ถ้าเล่นโปรแกรมอยู่บางทีก็มีบ้างที่คนที่มาเล่นหลบให้ไม่ทันก็หลบเค้าหน่อย ถ้าอย่างเราๆ เราเห็นเราก็หลบให้อยู่แล้ว และถ้าคนที่แข่งมาเยอะแล้วน่าจะดูไลน์คนอื่นออกนะ ว่าเค้าจะวิ่งไปทางไหนต่อก็ต้องคอยหลบเหมือนกัน (คงไม่มีใครบ้าเล่นเลี้ยวแหกโค้งแบบรถแข่งหรอกนะ) ถ้ากลัวว่าเค้าจะแหกโค้งมาออกนั่งดูเค้าเล่นอยู่นอกลานเลยก็ได้นะ (เผื่อจะได้ลอกท่าเค้ามาใส่ในเพลงของเรามั่งไง... อิอิ)
  • Lutz corners มุมที่ใช้กระโดดท่า Lutz (ไว้จะเอามาลงให้ส่วนของท่ากระโดดนะ) จะใช้มุม 10 นาฬิกา และ 4 นาฬิกา คือ จะวิ่งตัดลานกันน่ะ อันนี้ก็ต้องระวังมากๆ..

เลือกโค้ชจากตำราบางส่วนและจากที่เราไปจ๊ะเอ๋เองด้วย (เซ็งว่ะ)

ถ้าจะเล่นแค่เอาสนุกๆก็คงไม่ต้องเลือกโค้ชที่ค่าสอนแพงกระฉูดขนาดนั้น แต่จริงๆก็ควรจะดูความต้องการของตัวเองก่อนว่าจะเล่นแค่ไหนและเราจะทำได้แค่ไหน ง่ายๆคือดูว่า

  • จุดประสงค์ของเราที่จะเล่นคืออะไร... แล้วบอกโค้ชด้วยว่าเราจะเล่นเพื่ออะไร บางทีเค้าอาจจะแนะนำให้ไปเรียนกับคนอื่นถ้าเห็นว่าเราไปได้เร็วจะได้ไม่ต้องมาเปลี่ยนโค้ชซึ่งอาจจะต้องเริ่มพื้นฐานใหม่หมดเลยตั้งแต่แรกและน่าเบื่อมากๆสำหรับคนที่เรียนมาเยอะแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นเปลี่ยนโค้ชไปเลยเถอะก่อนจะเรียนไปถึงขั้นสูงกว่านี้ (เราจ่ายเงินเรียนเพื่อมาเอาท่าใหม่ๆเทคนิคใหม่ๆไม่ใช่เหรอ เราไม่ได้จ่ายเงินมาเรียนซ้ำนะ ถ้าพื้นฐานมันมีเทคนิคที่ต่างจากที่เคยรู้มันก็น่าเรียนอยู่แต่ก็อย่างที่บอกว่าถ้าจะเอาตั้งแต่พื้นฐานเนี่ยไม่ใช่ว่าจะได้หรือรู้ทั้งหมดในคลาสเดียวที่ลงเรียนนะเว้ย บอกไว้ก่อนเลย)
  • ความสามารถในการสอนของโค้ช เน้น การสอน ไม่ใช่โค้ชต้องทำได้ทุกท่าหรือบางคนทำได้ทุกท่าแต่สอนไม่ได้หรือสอนไม่เป็นก็มีอันนี้ไม่ต้องไปเชื่อพนักงานหน้าเคาน์เตอร์มากนัก ถ้าเข้าได้เข้าไปดูการเรียนการสอนเอาเองเลยว่าสไตล์นี้เราจะรับได้มั้ย โหดไปหรือปล่อยเกินไปมั้ย... เอ่อ อันนี้ดูคนเรียนด้วยก็ดีนะว่าเก่งแค่ไหน หมายถึงว่า ดูว่าก่อนที่โค้ชจะบอกเทคนิคกับหลังบอกแล้วผลมันต่างกันยังไงนั่นแหละ 
  • เงินในกระเป๋าหรืองบประมาณในการเรียนเสก็ต... ถ้าบ้านไม่รวย เงินก็ยังไม่มีปัญญาจะหาเองก็ควรจะดูด้วยว่าเรียนกับโค้ชแบบไหน หรือจะลงเรียนบ่อยแค่ไหนถึงจะคุ้ม เพราะว่าถ้าคิดว่าสามารถซ้อมเองได้หรือมีเพื่อน มีคนช่วยดูหรือถ่ายวีดีโอให้จะลงเรียนกับโค้ชที่คิดค่าเรียนสูงๆเลยก็ได้ ถ้าเป็นสำโรงจริงๆโค้ชไม่ได้กำหนดเองนะ แค่จัดราคาตามความสามารถที่ตัวโค้ชเองทำได้มากกว่า ซึ่งค่าเรียนแพงก็เทคนิคดีอยู่เหมือนกันแต่การสอนไม่เหมือนกันนะ ถึงบอกไงว่าต้องดูเอง แต่ว่าจากตำราเล่มนึงเค้าบอกว่า ถ้าเป็นนักกีฬาเสก็ต ความสัมพันธ์กับโค้ชเนี่ยแทบจะเป็นคนในครอบครัวไปด้วยกันเลย แล้วยังมีเรื่องตารางเวลาของโค้ชว่าคิวยาวมั้ย ถ้าคิวยาวเนี่ยก็ควรจะเลี่ยงไปซะถ้าเราจะเล่นจริงๆจัง ประมาณว่าเค้าจะมีเวลาให้หรือเทคแคร์เราได้แค่ไหน (ไม่ใช่เงินมาข้าก็ไป... โค้ชแบบนั้นก็ไม่ควรจะเรียนด้วยเหมือนกัน แอบด่าอีกแล้วกรู)

โอ้ย!! ไม่ได้เป็นโค้ชว่ะไม่รู้แล้ว... และกลัวเข้าตัวถ้าเกิดได้เป็นโค้ชซะเอง (เมื่อไหร่วะ??)

ก่อนจะไปเสก็ต1-อะไรที่ต้องมี

ชุด

ชุดที่นิยมใส่เล่นเสก็ต (สำหรับเรานะ คิดว่า...) เสื้อยืดกางเกงวอร์ม(กันน้ำได้รึถ้าให้ดีเอาแบบที่ค่อนข้างหนาหน่อยแต่ไม่อมน้ำอะ) ก็พอแลัวเพราะรู้สึกว่าถ้าใส่ชุดซะเต็มยศแต่ลงมาแล้วสะดุดขอบลานหัวทิ่มเนี่ย คงโดนหัวเราะเยาะเอาน่ะสิ (นอกจากว่าเด็กๆที่โดนพ่อแม่จับมาเล่นเสก็ตทั้งๆที่ยังเดินไม่ค่อยจะได้เลยน่ะ) แล้วรองเท้าลานน่ะไม่นิยมใส่ชุดเสก็ตหรอก.. มันไม่เข้ากันน่ะ โดยเฉพาะถ้ารองเท้าลานเป็นพลาสติกคู่บ่ะเร่งน่ะ ในเมืองไทย.. ถ้าเล่นไม่เจ๋งจริงแต่ดันใส่ชุดเสก็ตมาเล่นเนี่ยอาจจะโดนมองว่า ทุเรดได้นะ เว้นแต่ว่าเป็นเด็กหรือกรณีที่ใกล้แข่งแล้ว ใส่ให้ชินน่ะ ถ้าเล่นพอใช้ได้แล้วหน้าด้านๆหน่อยจะเอาชุดเสก็ตมาใส่ก็ได้นะ แต่หาชุดเสก็ตยากหน่อยนะถ้าอยู่ในเมืองไทยน่ะ (เราก็รับทำอะนะ เป็นงานสั่งทำ) พอเล่นได้ใส่เป็นเสื้อยืดกับกระโปรงเสก็ตก็โอเคแล้วล่ะ ดูดี แต่ขอบอกว่าถุงน่องไม่ใส่ไม่ได้นะคะ

ถ้าจะลงแข่ง.. ชุดที่จะใส่ก็ออกแบบตามเพลงซะมากกว่าเพราะเพลงมักจะมาต้งแต่ตอนซ้อมแล้ว แต่จริงๆก็คิดธีมไว้ได้เลยตั้งแต่เลือกเพลงหลักได้แล้ว โดยชุดที่จะใช้ควรสั่งล่วงหน้าไว้อย่างน้อยที่สุด 3-4 เดือนเลย เพราะถ้าร้านไม่ติดคิวก็อู้งาน!! จริงๆนะ น้อยนักที่ร้านจะทำให้ตรงเวลา โดยเฉพาะคนที่อยากได้ชุดงามๆเล่นปักซ้าาา (จนร้านถามว่าน้องจะไปเล่นลิเกเหรอ! น่ะแหละ) ถ้าสั่งตัดแล้วก็ช่วยคอยโทรจิกช่างด้วยนะจ๊ะ ว่าถึงไหนแล้ว ถ้าให้ดีเข้าไปดูเองเลยเพราะถ้ายังไม่เสร็จเราก็ยังปรับเปลี่ยนได้อยู่ รึบางทีร้านเค้าขึ้นโครงมาแล้วก็ขอเค้าลองใส่ดูเลย แล้วก็คอยแวบเข้าไปดูเป็นระยะ (แนะนำว่าถ้ามันเป็นทางผ่านแล้วมั่นใจว่าช่างอยู่ตลอดก็ควรจะเข้าไปดูแบบไม่ต้องโทรไป.. แอบชั่ว.. ดูดิ๊ว่าทำให้เราอยู่มั้ย รึพอเราออกจากร้านก็โยนงานเรากองทิ้งไว้เลย พอโทรตามค่อยหยิบมาทำ-ประสบการณ์แย่ๆแบบนี้มีเยอะอะ เพราะเราดันเจือกเรียนแฟชั่นซ้า) อ่อ นัดเวลากับช่างล่วงหน้านานๆด้วยเพราะเผื่อเอามาใส่ซ้อมแล้วชุดมีปัญหา.. มีแน่นอนนะ ขอบอก.. ไอ้ปัญหาเล็กๆน้อยๆก็พอถูๆไถๆได้ก็แล้วไป แต่ถ้าเกิดปัญหามันเกิดแบบเล่นบางท่าแล้วชุดขาดต้องรื้อทำใหม่อะไรแบบนี้จะยุ่งเอานะ (โดยเฉพาะถ้าไม่ได้ทำกระโปรงแบบคนปกติเค้าน่ะ-แบบแหว่งมั่งแหลมๆโค้งๆมั่งประมาณนั้น)

ถุงน่องเสก็ต 

           ถุงน่องเสก็ตมีหลายแบบแต่ที่เหมือนๆกันคือจะทอมาหนาเป็นพิเศษให้ขาอุ่นและก็กันขูดพื้นได้นิดหน่อย - เวลาที่ลานเรียบๆนะ แล้วคู่นึงไม่แพ้ง ไม่แพง เกือบ พันนึง เอง... ของผู้ชายไม่ต้องห่วงเค้านัก เพราะแทบจะเรียกว่าใส่ง่ายทั้งชุดตอนซ้อมและชุดตอนแข่ง แค่เสื้อกับกางเกงวอร์มที่มีขายเกลื่อน... เล่นจนขาดก็ไปซื้อใหม่!! ถุงน่องที่ใช้เล่นเสก็ตโดยเฉพาะมอยู่ 4 แบบ Footed จะเป็นถุงน่องที่หุ้มแค่เท้าอยู่ข้างในรองเท้าบางทีทำให้คนที่ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเสก็ตมองว่าชุดโป๊ได้อะสิ (ไอ้ทะลึ่ง ไม่รู้อย่าเจือกมาด่า) แบบ Stirrup จะหุ้มข้อรองเท้าและติดที่ใต้รองเท้าได้ ตอนนี้ไม่เห็นแล้วอะ เว็บนอกก็ไม่มีอะ แต่ที่โปรช็อบที่สำโรงเค้าบอกเคยขายแต่ลูกค้าไม่ชอบเลยไม่เอามาแล้ว เค้าบอกเจ็บเท้า ก็เค้าใส่ทับรองเท้านี่ไม่ได้ให้ใส่ในรองเท้า แบบ Footless จะหุ้มแค่ข้อรองเท้าแต่เห็นบางคนดึงลงมาถึงส้นเลย คงเพราะหลุดง่ายน่ะดิ แต่ใส่แล้วดูประหลาดๆหน่อยนะ จะเป็นกางเกงก็ไม่ใช่ ถุงน่องก็ไม่เชิงอะไรแบบนั้น และแบบสุดท้ายเป็นแบบ Over Boots อันนี้จะหุ้มทั้งรองเท้าเลย ของเราแอบขาดกะจุยไปตั้งแต่วันแรกเช่นเดียวกัน จะใช้ต้องเรียกว่าค่อนข้างโปรเลยทีเดียวไม่งั้นสำรองไว้ได้เลย 3-4 คู่ แพงงงงง...

สรุปให้นะว่าต้องเอาอะไรไปมั่ง

  •  เสื้อยืดที่ใส่สบายๆ คงไม่มีใครแก้ผ้าเล่นเนอะ... บ้า...
  • กางเกงวอร์มหรือกางเกงยืด (ที่ใส่แล้วสามารถกางขาได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคล เช่นถ้ากางขาได้เกิน 180 เนี่ยก็ควรจะเป็นกางเกงยืดได้เยอะๆประมาณนี้)
  • บัตรสมาชิกลาน (ถ้าไปบ่อยมากจนเค้าจำได้อาจะไม่ต้องใช้ เอ๊ะ ยังไง) และเงิน (ไม่งั้นเข้าลานเสก็ตไม่ได้ หรือถ้ามีบัตรแล้วคิดว่าจะไม่กินอะไรเลยเหรอ!! ตอนเดินทางล่ะ ค่าเรียนเสก็ตอีก)
  •  ถุงเท้า สำคัญนะ เพราะกันเสียดสีกับรองเท้าโดยตรงจะเป็นแผลได้ กันเท้าลื่นเวลาที่เล่นนานๆ กันรองเท้าเหม็นได้ระดับนึง (ไม่แน่ใจแฮะ) ถุงเท้าที่ใช้ควรจะเป็นถุงเท้าที่บางๆนะ ถ้าเป็นรองเท้าของตัวเองก็ใช้ถุงเท้าแบบถุงน่องเลยจะดีมาก (จริงๆตอนซื้อรองเท้าเค้าก็จะใส่ถุงเท้าที่จะใช้ใส่เล่นจริงๆลองรองเท้ากันอยู่แล้วอะนะ)
  • กรณีเป็นชุดเสก็ตหรือกระโปรงก็อาจจะไม่ต้องมีกางเกงยืดนะ (ผู้หญิงโอนลี่นะเว้ยผู้ชายอย่าทำ!!) แต่ต้องใช้เป็นถุงน่องที่ใช้เล่นเสก็ตแทน
  • เสื้อกันหนาว หรือแจ็กเก็ต... ลานเสก็ตนะไม่ใช่ทะเลทราย ถึงจะเล่นจนโปรแบบเหงื่อตกเพราะวิ่งตลอดก็เถอะ ข้อดีอีกอย่างคือ เวลานึกอยากเล่นผาดโผนขึ้นมาใสไว้จะได้ไม่เป็นแผล นักกีฬาจะใส่ตอนอบอุ่นร่างกานก่อนเล่นเสก็ตจนถึงตอนวอร์มในลานด้วยนะ ถ้าร่างกายอุ่นจะเล่นได้ดีกว่าไง
  • รองเท้าเสก็ต (ที่มีเบลด!! ไม่มีแล้วจะเล่นไงวะ) แต่อันนี้ถ้าเพิ่งเล่นก็ใช้รองเท้าลานไปก่อนก็ได้ มั่นใจว่าชั้นเอาจริงแน่ค่อยซื้อจะดีกว่า เพราะคู่นึงไม่ใช่หลักร้อย และใส่กว่าจะชินอีกเป็นสัปดาห์ ซึ่งทรมานมากกกก... ขอบอก
  • น้ำ.. อย่าบอกว่าไม่กินนะ เพราะถึงจะเล่นเสก็ตมันก็คือกีฬา ออกกำลังแล้วไม่กินน้ำเหรอจ๊ะ...

สำหรับคนที่มีรองเท้ามาเอง

  • ผ้าเช็ดรองเท้า จะใช้เป็นทิชชู่ก็ตามใจถ้าเช็ดแห้งกว่าผ้า!! (เราก็ชอบใช้ทิชชู่ในห้องน้ำที่ลานเสก็ตมาเช็ดประจำ อิอิ)
  • กา(ร์)ดแข็ง (Hard Guard) จำเป็นนะถ้าไม่อยากเอารองเท้าไปลับเบลดบ่อยๆ ใช้ใส่เดินในลาน ลานเมืองไทยปูพื้นยางแล้ว จะไม่ใช้ก็ได้ แต่อย่างว่ากา(ร์)ดพวกนี้ทำมาไว้กันเบลดทื่ออยู่แล้ว ถ้าใส่เดินในลานด้วยก็จะดี  ตอนนี้เห็นโฆษณาในเว็บเสก็ตเค้ามีการ์ดยางแบบมีไฟด้วย แต่มันฟุ่มเฟือยค่ะ เพราะมันก็ทำได้แค่กันเบลดทื่อแค่นั้น อยู่ใต้เท้าน่ะคนเค้าไม่ค่อยสนใจหรอก ลงลานเสก็ตก็ต้องถอดวางไว้ ระวังจะหายเอาง่ายๆด้วยนะ ขนาดแบบธรรมดาๆยังมีโดนขโมยกันเลย อ่อ ข้อดีอีกอย่างคือ กันเบลดจิ้มทะลุกระเป๋า!! เราใส่กระเป๋าผ้าน่ะแล้วมันจิ้มทะลุไง คือแบบตอนนั้นกา(ร์)ดโดนขโมย ไม่รู้จะเอาไปทำไมแค่สีดำเรียบๆธรรมดาๆเอง แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้ด้วยเลยไม่ได้ซื้อใหม่ เดี๋ยวนี้ต้องใช้เวลาหิ้วรองเท้าไปเพราะไม่ได้เป็นสมาชิกลานเสก็ตแล้ว ไม่ได้เช่าล็อกเกอร์เก็บ (ทำแบบนี้ไม่ดีนะ - ดูเรื่องการดูแลรักษารองเท้าด้วยนะ--**ไว้จะมาลงให้นะ)
  • กา(ร์)ดผ้า (Soft Guard) จำเป็นมากสำหรับคนที่มีรองเท้าเป็นของตัวเอง ใช้เวลาเก็บรองเท้ากันความชื้นรักษาอุณหภูมิให้เบลด จะได้ไม่ขึ้นสนิม เดี๋ยวนี้มีเป็นรูปสัตว์เยอะแยะเลยแต่ดูท่ามันบางๆอะ บางคนเค้าก็แค่หุ้มเอาสวยๆก็มี

อุปกรณ์เพิ่มสำหรับบางคนและบางทีติดจนเป็นนิสัย เรียกว่าไม่มีไม่ได้

  • ถุงมือ จริงๆจำเป็นมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเล่นเพราะเวลาล้มจะเจ็บมือ หรือถ้าล้มบ่อยๆน้ำแข็งกัดมือถลอกหมดพอดี แต่ถ้าล้มไม่บ่อยแล้วก็ไม่ต้องใช้ก็ได้.. ถ้าสังเกตดีๆนักกีฬาเค้าจะใส่บ้างไม่ใส่บ้างจะได้ชินเวลาแข่ง เพราะเวลาแข่งเค้าไม่ใส่ถุงมือกันนะ (จะทำให้ชุดไม่สวยง่ะ)
  • ซิลิโคนแบบแผ่น หรือแบบสวม (ตอนที่เขียนเมืองไทยมีขายแค่นี้อะนะ) กันรองเท้ากัดไม่ก็กันเจ็บเพราะมันกดเท้า เค้าจะใส่ในถุงเท้ากันน่ะนะ
  • เหล็กดึงเชือก อันนี้พวกฮอกกี้เค้าจะใช้กันเพราะรองเท้ามันแข็ง เชือกก็ใหญ่แต่พวกที่เล่นเสก็ตลีลาไม่ค่อยเห็นนะ แต่เพื่อนที่เล่นฮอกกี้บอกเคยใช้เหล็กดึงแล้วเชือกขาดเพราะไปเกี่ยวที่กลางเชือกเอาน่ะสิ ถ้าจะใช้ก็ต้องระวังหน่อยนะ..
  • ผ้ายืดคลุมรองเท้า (Boots Cover) ตามเว็บขายจะมี 2 แบบ แบบใส่คลุมกันรองเท้าไปสีกันเองจนเป็นรอย กับคลุมทับรองเท้ากันน้ำแข็งขูดหรือเบลดไปปาดรองเท้าเป็นรอย (แต่ไอ้อันหลังนี่ก็ไม่ได้ช่วยกันได้เท่าไหร่หรอกนะ เพราะเอาเข้าจริงๆก็ดันเอาปลายเบลดนั่นแหละจิ้มซะงั้น กันยังไงก็ทะลุ นอกจากว่าจะใช้เป็นตาข่ายโลหะแบบอัศวินยุคโบราณใช้เวลารบน่ะแหละ... หนักนะขอบอก.. อิอิ) แรกๆเราก็ใช้นะ แต่บ่อยๆที่มันหลุดแบบรู้ตัวมั่งก็ดึงมาคลุม ไม่รู้ตัวก็รองเท้าเป็นรอยไปแล้ว เลยเลิกใช้ ไม่ใช่แค่นั้น วันแรกกับรองเท้าคู่แรก อีชั้นก็เล่นจนเอาเบลดไปจิ้มหัวรองเท้าจนหนังรองเท้าลอกเข้าให้ทั้งๆที่ใส่โครเวอร์อยู่ ที่คลุมรองเท้าน่ะแหละ - ไปๆมาเริ่มรู้สึกว่า ถ้ารองเท้าไม่เยินเนี่ย ดูไม่ขลัง ดูไม่เก่ง (ความจริงคือไม่เก่งไงถึงได้รองเท้าเละเทะขนาดนั้นน่ะ ทั้งล้ม ทั้งขัดขาตัวเอง! อันนี้ บ่อย) เป็นว่าถ้ารองเท้าไม่เยินเนี่ยไม่กล้าเล่นมาก ตอนเอาคู่ที่สองมานะ กลัวรองเท้าเป็นรอยมากๆ หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์ แค่ 2-3 สัปดาห์เท่านั้น!! (ช่วงนั้นไปทุกวันได้มั้ง) รองเท้าเข้าที่กับเท้าเราแล้วก็เรียบร้อย... สภาพรองเท้ายังกะใช้มาปีนึง... (รักษาของมากๆ)
  • พลาสเตอร์ ไม่รู้ว่าพกกันรึเปล่า แต่เราพกไว้ตลอดว่ะ แต่ก็ได้ใช้บ่อยเลยล่ะ เพราะเล่นไม่ระวังอยู่แล้วได้แผลประจำ ไม่เป็นแผลก็รองเท้ากัด ไม่รู้จะกัดอะไรนักหนาเปลี่ยนที่กัดอีกตะหาก
  •  เชือกกระโดด... มาวอร์มที่ลานไงคะ โดยเฉพาะถ้าเป็นสมาชิกแล้วช่วงเปลี่ยนรอบไม่อยากออกไปไหนแต่ก็หนาวจะแข็งตายก็เอามาโดดให้อุ่นได้นะ
  • เสบียง.. ไม่ได้จัดปาร์ตี้นะ แต่ก็อามานั่งโซ้ยกันประจำ กินมั่งเล่นมั่ง โดยเฉพาะช็อกโกแล็ต (เคล็ดลับนักกีฬา เค้าจะกินกันก่อนแข่ง 1 ชั่วโมง มันช่วยให้เล่นดีขึ้นเพราะ ช็อกโกแลตมีสารอะไรสักอย่างเนี่ยล่ะมากระตุ้น)

Advertising: FD2rFS my own brand

เข้าไปดูผลงานเราได้ที่ http://fd2rfs.multiply.com/ มีไม่เกี่ยวปนๆ ด้วยแต่เราว่าไอ้ที่ไม่เกี่ยวน่ะมันเป็นเรื่องดีๆไง เลยไม่เอาออก
 
ปล. รูปที่เอามาขึ้นให้วันนี้ เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นและไม่จำเป็น ก็คิดเอาเองว่าอะไรจำเป็นแค่ไหนอะนะ

การแข่งขันต่างๆ-เท่าที่ชั้นรู้-มั้ง!!

การแข่งขันต่างๆ

ระดับในประเทศ  ของไทยมีอยู่แค่การแข่งขันเดียวคือ Skate Thailand ของสมาคมฯจัดแต่กฎน่าจะอิงมาจากของ ISU นะ

ระดับประเทศ

·         เอาสนุกๆมักจะเป็นการแข่งขันภายใต้กฎกติกาของ ISI ซึ่งให้เหรียญง่าย ตามวัตถุประสงค์ของสมาคมที่เน้นให้คนหันมาเล่นเสก็ตน้ำแข็ง สนับสนุนการเล่นเสก็ตแบบครอบครัว ไม่จำกัดอายุและระดับการแข่งขัน

o         Skate Hong Kong, Skate Singapore, Skate Malaysia, Skate Indonesia, etc. เห็นแล้วก็แปลกๆว่ะ เพราะว่าเวลามีรายการพวกนี้คนไทยมักจะไปแข่งกับเค้าด้วย แต่พอเป็น Skate Thailand กลับมีแต่คนไทย!! ทั้งคนไทยที่เล่นเสก็ตในต่างประเทศ คนไทยที่เริ่มเสก็ตในประเทศแล้วไปต่อต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งคนไทยที่เล่นในเมืองไทยอยู่แล้วไม่มีปัญญาไปเล่นที่อื่น... (รึเปล่า)

o         Skate Asia ขอบอกว่าโคตรเอเชียอะ ไม่มีคนญี่ปุ่นมาแข่งด้วยนะ และอีกหลายประเทศในเอเชียที่ไม่ได้มาด้วย แต่เล่นเสก็ตเหมือนกัน (มั้ย??)

·          แข่งเล่นๆหาเงินของนักเสก็ตน่าจะเป็นประเภท Four Continent เพราะดูแล้วเหมือนเอามาแค่ตัวแทนเพียงคนเดียวจากแต่ละโซนในแต่ละประเภทการแข่งขัน ซึ่งถ้าเป็นการแข่งขันจริงๆจังเนี่ย คนแข่งจะมาเยอะกว่านี้ แล้วดูเค้าแข่งกันแบบสบายๆด้วย เลยคิดว่าคงเหมือนหารายได้มากกว่า จริงๆแข่งรายการไหนก็ได้เงินกันนะ ยกเว้นเมืองไทยบ้านเราที่ เก่งแค่ไหนก็จ่ายเอาเอง!

 

ระดับประเทศแบบซีเรียสๆ

โอลิมปิก  ทุกๆ 4 ปี ใน Winter Olympic

รายการย่อยรายปี World Cup, Grand Prix, Cup of Russia, Skate Canada, Trophee League, etc. อาจจะมีรายการที่ย่อยกว่าคือ แบ่งเป็นระดับเลย อย่าง World Junior, Junior Grand Prix อะไรแบบนี้

 

ถ้าจะนับแต่ในเอเชียนะ

ของ ISI เสก็ตมาเลเซีย, เสก็ตฮ่องกง เสก็ตอินโดนีเชีย เสก็ตฟิลิปินส์ ก็ประมาณว่าของแต่ละประเทศจัดแข่งกันแบบสนุกๆ (และเอาเงินกันสนุกเลยด้วยเหมือนกัน ชั้นเลยไม่แข่งไง เปลืองเงิน) แข่งทุเรดยังไงก็ได้เหรียญ (อาจจะโดนโห่ ถ้าเล่นไม่ดีจริงๆ)

ของ ISU ก็จะมีพวก Asian Junior, Asian Winter Games มีไรอีกไม่รู้แล้วล่ะแต่น่าจะไม่เยอะ เดี๋ยวนี้ ฮ่องกงก็เริ่มใช้ข้อบังคับรึระดับการแข่งแบบ ISU มาใช้แล้วนะ แต่จีนเนี่ยน่าจะมานานแล้ว... ไม่งั้นคงไม่มีนักเสก็ตจีนที่ไปโอลิมปิกเยอะแบบนั้นเหรอกนะ

สมาคมเสก็ตทั่วโลก

สมาคมระดับนานาชาติ ซึ่งจัดเป็นมาตรฐานของสมาคมเสก็ตทั่วโลก
• Ice Skating Institute (ISI)
• Ice Skating Institute of Asia
• International Gay Figure Skating Union
• International Skating Union (ISU)
• Professional Figure Skaters Cooperative
• Professional Skaters Association
• World Figure Skating Museum
• World Skating Federation


สมาคมเสก็ตประจำประเทศต่างๆ
• เกาหลี: Korea Skating Union
• คโรเอฌ: Croatian Skating Federation
• คาซัคสถาน: Czech Figure Skating Association
• แคนาดา: Skate Canada
• จีน: Chinese Figure Skating
• จีนไทเป: Chinese Taipei Figure Skating
• เซอร์เบีย: Association of Skating Sports of Serbia
• เดนมาร์ค: Dansk Skøjte Union
• ตุรกี: Turkish Ice Skating Federation
• นอร์เวย์: Norwegian skating federation (Norges Skøyteforbund)
• นิวซีแลนด์: New Zealand Ice Skating Association
• เนเธอร์แลนด์: Netherlands skating federation (KNSB)
• ญี่ปุ่น: Japan Skating Federation
• บอสเนีย และ เฮเสรโกวิเนีย: Skating Federation of Bosnia and Herzegovina
• บราซิล: Confederação Brasileira de Desportos no Gelo
• บัลแกเรีย: Bulgarian Skating Federation
• เบลเยี่ยม: Koninklijke Belgische Kunstschaatsen Federatie
• เปอร์โตริโก: Puerto Rican Figure Skating Federation
• โปแลนด์: Polish Figure Skating Association
• ฝรั่งเศส: Commission Sportive Nationale de Patinage Artistique
• ฝรั่งเศส: Fédération Française des Sports de Glace
• ฟินแลนด์: Finnish Figure Skating Association
• ยูเครน: Ukrainian Figure Skating Federation
• เยอรมัน: Deutsche Eislauf-Union (DEU)
• รัสเซีย: Figure Skating Federation of Russia
• โรมาเนีย: Federatia Romana de Patinaj
• แลตเวีย: Latvian Skating Association
• สิงคโปร์: Singapore Ice Skating Association
• สโลวเกีย: Slovak Figure Skating Association
• สโลเวเนีย: Slovene Skating Union
• เสปน: Real Federación Española de Deportes de Invierno
• สวีเดน: Swedish skating federation (Svenska Konståkningsförbundet)
• สวิสเซอร์แลนด์: Schweizer Eislauf-Verband
• สหราชอาณาจักร: National Ice Skating Association of UK Ltd
• สหรัฐอเมริกา: United States Figure Skating Association
• ออสเตรเลีย: Ice Skating Australia Incorporated
• อาร์เจนตินา: Federación Argentina de Patinaje Sobre Hielo
• อิตาลี Federazione Italiana Sport del Ghiaccio (FISG)
• แอนดอร่า: Federació Andorrana d'Esports de Gel
• แอฟริกาใต้: South African Figure Skating Association
• ฮ่องกง: Hong Kong Skating Union
• ฮังการี: Hungarian National Skating Federation


องค์กรและสมาคมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเสก็ตน้ำแข็ง
• Australian Professional Skaters' Association
• British Ice Teachers Association
• European Figure Skating – องค์กรไม่หวังผลกำไร
• Latino International Skating Coalition
• Schweizer Eislauflehrer Verband
• Skating Association for the Blind and Handicapped (SABAH)

ข้อมูลจาก Frogs on Ice Skate Web