FD2rFS's profileInteresting knowledge in...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
การแข่งขันจากประสบการณ์1รายการแข่งแรกที่ลง Skate Thailand 2005 แต่ก่อนหน้านั้นเนี่ยสิ... เป็นการแข่งขันครั้งแรกที่เราเองรู้สึกดีมากๆ (ประชด) เพราะก่อนหน้าจะแข่งประมาณสามเดือน ที่มีข่าวมาว่าลานที่เวิลด์เทรดจะปิดเพราะขายให้เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ได้ยินมาว่าเมเจอร์เค้าจ่ายค่าไฟเอง ทางห้างเลยจะได้กำไรเยอะขึ้น เพราะปกติค่าไฟของลานเสก็ต ทางห้างจ่าย... อันนี้เราก็ไม่แน่ใจนักนะ แต่ที่รู้มาคือลานเสก็ตมีใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก ถึงกำไรจะได้แต่ก็ได้ไม่มากถ้าเทียบกับต้นทุน การแข่งขันมีประกาศมาก่อนลานจะปิดไม่นาน และที่เราได้ลงเพราะปีนี้เป็นปีที่ไม่ต้องสอบวัดระดับ ลงแข่งได้เลย รายการละ 1000 แต่บังคับลงสองรายการถ้าจะลงประเภทที่เป็นรายการมาตรฐาน Short Programme กับ Free Programme คือจ่าย 2000 (ถ้าจำราคาไม่ผิดนะ) แต่ก็ต้องสมัครสมาชิกสมาคมไปด้วยอีก 1000 ไปจ่ายเองที่สมาคมอยู่ Imperial ลาดพร้าว เท่าที่เราจำได้อีกอย่างคือ วันที่ไปจ่ายคือไปตอนลานที่เวิลเทรดปิดไปแล้วมั้ง ไปจ่ายแล้วก็ไปเล่นที่ลานลาดพร้าวด้วยเลย แต่ตอนกรอกใบสมัครอะตั้งนานแล้วล่ะ จริงๆเรียกว่าจ่ายเงินทีหลังสุดเลยก็ว่าได้ เพราะช่วงที่ลานเวิลเทรดยังไม่ได้ปิด เราก็ได้เพลงกับท่ามาบ้างแล้ว แต่ยังไม่เต็มทั้งเพลง
ส่วนของเพลง... ทำเองค่ะ งานนี้ ไลน์วิ่งก็แทบจะเรียกว่าคิดเองมีส่วนที่บุคคลที่สามช่วยเหลือบ้างเล็กน้อยก่อนที่จะหายไป(จากชีวิตกรู) รายละเอียดมากว่านี้ไม่ขอกล่าวถึงแล้วกัน ลานปิดแล้วไม่มีที่ซ้อมไปเดือนนึงได้ อาศัยซ้อมแบบ off-ice เอาแล้วไปซ้อมที่ลานลาดพร้าวบ้าง (จำได้ว่าไปอยู่สองครั้งเองก่อนที่จะแข่ง) พอลานสำโรงเปิดก็ได้ซ้อมอีกประมาณสองหรือสามสัปดาห์เนี่ยล่ะ ก่อนแข่งอาทิตย์นึงก็ลงจองตารางซ้อมที่จะแบ่งเป็นว่าแข่งระดับไหนลงซ้อมตอนกี่โมง ทางลานจะเปิดเพลงให้ด้วยเลย คนละครั้ง จำกัดรอบละประมาณสิบคนได้ ให้เวลาซ้อมประมาณ 40-45 นาที ซึ่งโปรแกรมของเราไม่เสร็จเรียบร้อยดีซักกะอัน อ่อ ลืมบอกไปว่าตอนสมัครแข่งน่ะ ต้องเขียนด้วยนะว่าท่อนไหนของเพลงจะใส่ท่าอะไรเลยใส่ไปแต่ท่าบังคับหลักๆ แล้วถ้าไม่ได้ตามนั้นก็จะโดนหักคะแนนด้วย เราก็ได้ไลน์วิ่ง ได้ท่าบังคับแล้ว ส่วนรายละเอียดหรือลีลาก็.... เละมาก เพราะซ้อมไปแต่ไลน์วิ่งกับท่าบังคับให้มันตรงจังหวะก็จะแย่แล้ว เวลาช่วงก่อนแข่งน้อยมาก ลานดันปิดไม่มีที่ซ้อม (เพราะเราประทับใจลานที่ลาดพร้าวมาก อันตรายสุดๆ เกือบได้ปาดคอเด็ก... -_-“) ส่วนของลีลาเลยไม่มี อิอิ
วันแข่งไม่ได้แต่งตัวอะไรมาก เหอๆๆ ก็ดูตารางว่าลงรอบตอนกี่โมง พอเค้าเรียกก็ไปรอที่ปล่อยตัวนักกีฬาซะตาคิวเราออกต่อใครก็ออกไปวิ่งๆ แค่นั้น จบรายการวันแรกก็รอประกาศผลว่าอยู่อันดับเท่าไหร่ ได้กี่คะแนน แล้วรอผลวันที่สองต่อซึ่งผลของวันที่สองเทียบคู่เลยว่าวันแรกโปรแกรมแรกได้เท่าไหร่ ครั้งที่สองได้เท่าไหร่ และผลรวมกับสรุปว่าอยู่อันดับที่เท่าไหร่ เราได้ที่สามมาถึงจะแข่งคนเดียวก็เถอะ เพราะว่าเค้าเซ็ทไว้ว่าคะแนนเท่าไหร่ได้อันดับไหน (รู้สึกจะยกเว้นมีคนแข่งด้วยอะนะ) เอาเป็นว่าก็ดี... เฮ่ออ... สรุปปีนี้เลยจ่ายไป 3000 สำหรับการแข่งขัน และค่าชุดรู้สึกจะจ่ายไปประมาณ 7000 ทั้งสองชุดนะ สำหรับ Short กับ Free เลย เพลงที่ใช้แข่งไม่ได้อัพโหลดไว้ Short Programme ใช้เพลง ความทรงจำ ของเบิร์ดแต่เป็นเวอร์ชั่นบรรเลง ส่วน Free Programme ใช้ของ Bond เพลง Victory
ผลงานครั้งนี้ถือว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก และไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ล่ะ แต่ไม่เข็ดปีต่อมา... เอาอีก... ส่วนนี้มีไว้แบ่งปัน...จากที่เพื่อนๆถามมาหรือสนใจ อาจจะไปหาได้ที่ Forum Go Go ของบอร์ดเสก็ต แต่จากประสบการณ์ของเรา บางคำถามที่เพื่อนๆถามมาเราว่าก็เป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างๆม่มาก็น้อย ถ้าเอาโพสในบอร์ด ซึ่งมีคนโพสเยอะ บางคำถามออาจจะถูกเมินไปได้ แน่นอนว่าบ่อยไปทีคนต้องการกำลังใจ... ถึงเราจะไม่ได้เล่นเองบ่อยๆแล้วเราเล่นไม่เก่งมาก แต่เราพร้อมที่จะมาให้คำนะนำและกำลังใจเพื่อนๆนะจ๊ะ มีอะไรที่อยากถามแล้วมันไม่ได้เป็นความลับอะไร มาโพสตรงนี้ได้นะ... ;)
คติเราคือ เล่นไม่เก่งไม่ได้หมายความว่าเราสอนใครไม่ได้นี่นา... โพสนอกเรื่อง...หมดครอสไปแล้ว ตอนนี้เหลืองานอีกไม่มาก (แต่หนัก) ยังไงก็จะค่อยๆมาเติมๆให้เท่าที่ทำได้แล้วกัน เพราะเราก็ยังอยากจะอัพเดทให้เรื่อยๆอยู่ และเราก็ยังไปเล่นเสก็ตอยู่บ้างถึงจะนานๆๆ เลยทีนึงก็เถอะ... (มันแพ้ง แพง แพงนี่หว่า)
มาเพิ่มส่วนของการหมุนให้ไปอีกนิดนึงแล้วล่ะนะ
ตามสารบัญที่เราเรียงๆไว้แล้วนั่นคือ เราร่างส่วนของเนื้อหาคร่าวๆเตรียมไว้แล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดและเราก็ต้องการเขียนจากประสบการณ์ และการฝึกที่เราลงไปทำเองด้วย(ถึงจะแค่บางส่วนก็ตาม) อยากอ่านอันหลังๆก็อดใจรอก่อนนะ ส่วนของท่าต่างๆที่เราลงให้ช้าเพราะเรากำลังนึกอยู่ว่าถ้าไม่ได้แบบนี้ จะมีวิธีอื่นมั้ยที่มาแทนแล้วได้ผลเหมือนกันมากกว่า เพราะฉะนั้นข้อมูลต้องมีการพิสูจน์และประยุกต์ก่อน อิอิ ในเมื่อเราไม่ได้มีพรสวรรค์กับกีฬาซักประเภทเลย ไม่งั้นเราก็คงทำได้ซะทุกท่าไปแล้วล่ะ อ่อแล้วอีกอย่างคือ เราเรียงไว้ตามเสต็ปว่าอะไรต้องมาก่อนหลัง สำหรับคนที่อยากเล่นเสก็ตเป็นจริงๆ ข้ามขั้นไม่ได้ช่วยให้เก่งนะ (ลองมาแร้ว และก็ไม่ได้อะไรชัวร์เลยง่ะ แต่ก็เพราะเราข้ามเราถึงเขียนได้ว่าอะไรควรจะมาก่อนหลัง) เหอๆ
คติของเราคือ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย 55++ และกรุณาอย่ามาเม้นลงโพสแบบนี้เพราะเป็นโพสนอกเรื่องที่เราจะเอาออกเมื่อเราเอาเนื้อหามาลงต่อให้ จะได้ไม่ขัดหูขัดตา ยังไม่ได้หายไปไหนนะ :)ยังมะได้หายไปไหน แค่...
นั่งดู Youtube ไปเปิดเจอ Four Continents Championship ที่แข่งไปเมื่อกลางๆกุมพาฯ ชาลิสาแข่งในนามของประเทศไทยด้วย... นักเสก็ตชายจากญี่ปุ่นที่ได้ที่ 1 (+เป็นคะแนนรวมติดสถิติโลกใหม่ด้วย) เรียกชื่อไม่ถูก เหอๆๆ ที่เค้าเล่นอะ แปลกดีตรงที่เค้าไปเอาเพลง คลาสสิกอย่าง Swanlake มาเล่นแต่ไม่ได้ใช้ธรรมดานะ เพราะเค้าเอาปนกับ ฮิปฮอบ... จริงๆเพลงแนวๆ อารมณ์นี้ เพลงที่มันไม่น่าจะเป็นเพลงแข่งเสก็ตได้เนี่ย เราอยากใช้ในโปรแกรมแข่งของเรานะ แต่เรามะแกร่งพออ่า แง แง โดนแย่ง เหอๆๆ เฮ่อออ... พอดูแล้วก็อยากแข่งอีก แต่ไม่มีงบ หงิ หงิพอเอาเข้าจริงก็เครียดซ้า... เลยคิดว่าถ้าพร้อมก็จะแข่งแต่ถ้าไม่พร้อมเนี่ย อยู่เฉยๆจาดีกว่า เหอๆ...
เอาจบชัวๆ มีงานมีการทำแล้วจามาอัพเดทให้แล้วกันนะ :)
ขอหาทุนก่องงง เหอๆ ลีลาบนลานน้ำแข็ง2-หมุน
หมุนก็เป็นท่าบังคับในการแข่งขันเสก็ตประเภทลีลาหรือ ฟิกเกอร์เสก็ต เช่นกัน หลายๆคนที่หัดใหม่ๆบอกว่าเวลาทำแล้วจะมึน แหมใครจะไม่มึนล่ะยะ หมุนซะขนาดนั้น ตั้งกี่รอบ... แต่วิธีแก้ของชั้นคือ ซ้อม ๆ ๆ และซ้อมย่ะ แต่ถ้าพอเป็นบ้างแล้วลองหมุนเร็วๆดูจะไม่มึนมากเท่ากับหมุนช้านะ แต่ที่มหัศจรรย์กว่าคือมันคุมความเร็วได้ด้วยจะเอาเร็วเอาช้า แค่ขยับแขนขยับขานิดๆหน่อยๆเอง แต่ไอ้เรื่องหมุนยังไงให้อยู่กับที่เนี่ยชั้นยังมีปัญหากับมันเลยว่ะ
· หมุนให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ทำยังไงหรือมีเทคนิคยังไง
· ไม่ใช่แค่คนที่หัดใหม่จะมึนเวลาหมุนนะ (เกือบ)โปรปั่นมากๆ ก็ปวดหัวนะ (หรือชั้นเป็นอยู่คนเดียววะ)
Spin Entry คือการเริ่มเข้าจังหวะหมุน สำคัญตรงที่ว่ามันจะช่วยให้เราหมุนได้ดีมั้ย เร็วมั้ย(ไม่สำคัญมากนักแต่มันก็พอช่วยได้) เพราะมันจะเป็นจังหวะที่ส่งแรงมาที่ศูนย์กลาง (ยังกะกำลังภายในเนอะ) ถ้าเริ่มไม่ดีก็... หมุนได้ไม่รอบ ไม่อยู่เป็นที่ อะไรแบบนี้... ส่วนการส่งแรงเพื่อเข้าท่าหมุนนี่มีสองแบบคือเข้าแบบ Backward Crossover มาก่อน กับ เข้าด้วย 3-turn แล้ววางเท้าอีกข้างที่จะเป็นแกนลงไป (ไม่แน่ใจว่ามันคือ Back Mohawk รึเปล่าว่ะ)
มาถึงส่วนเข้าหมุนที่สำคัญจริงๆ คือช่วงเริ่มเข้าจังหวะนี้เนี่ยแหละ คือจะลากเท้าข้างที่เป็นแกนโค้งสวนกลับทางกับจังหวะที่ส่งเมื่อกี้นี้ จังหวะที่ลากก็ค่อยๆกดน้ำหนักลงไปทางหัวจิกเล็กน้อย ซึ่งตัวจะหันเป็น 3-turn เองแล้วขาอีกข้างที่จะอยู่ทางด้านหลัง ให้เหวี่ยงให้มาอยู่ข้างๆซึ่งจะยกขนานพื้น (ถ้าสามารถยกได้สูงนะ) ไปทางที่จะหมุนซึ่งปกติที่ทำกันจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา อืม... ไม่เห็นภาพเนอะ หาคลิปดูไปก่อน ไว้จะทำการ์ตูนมาใส่ให้ทีหลัง (เมื่อว่าง) แค่นี้ก่อนนะ เพราะเทคนิคเนี่ย อธิบายแอบยากเหอะ แล้วที่สำคัญ อีชั้นลองแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลเสมอไปง่ะ เลยละไว้ก่อนเด้อ...
SPINS
ว่าไปเราก็ลืมแนะนำว่า ตกลงแล้วมันมีพื้นฐานท่าหมุนที่ต้องทำเป็นทั้งหมดกี่ท่า เราเลยมาย้อนหน่อยนะ ว่ามันจะแบ่งเป็น
- Upright Spins ง่ายๆคือท่าที่เราต้องยืนปกติน่ะแหละ
- Sit Spins ชื่อก็บอกอยู่ว่านั่ง แต่อันนี้ก็อยู่ที่ความแกร่งของและคนว่าจะนั่งลงไปได้สุดแค่ไหน :)
- Camel Spins ท่านี้จะเหมือน Spiral (ไม่รู้ว่าเคยพูดถึงท่านี้ไปรึยัง) คือเท้าข้างนึงจะอยู่ที่พื้น และอีกข้างจะเหยียดไปด้านหลัง ไหล่-ลำตัวขนานพื้น แต่ต่างที่ต้องหมุนไปด้วยยแค่นี้ (เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่ายเลยอ่า)
- Flying Spins เรียกจากท่าเข้าหมุนท่าอื่นด้วยการเพิ่มการกระโดดก่อนเข้าหมุน ส่วนมากจะต่อด้วย Camel หรือ Sit Spin เป็น Flying Camel หรือ Flying Sit Spin และมีท่า Death Drop ที่จัดอยู่ในประเภทนี้ด้วย
- Combination Spins อันนี้คือการรวมท่าหมุนทุกท่าที่เราทำได้แล้วมาต่อกัน ใช้พลังมากมายเลยอ่ะ อิอิ แต่สนุกดีเหมือนกัน ตรงที่มันวัดได้เลยว่าเราแน่นท่าหนมุนแค่ไหน และมันก็ช่วยให้ท่าหมุนเดี่ยวๆแต่ละท่าเราชัวร์ขึ้นด้วย ถึงจะเพิ่งหัดหมุน พอได้นิดๆหน่อยก็แนะนำว่าควรจะลองเล่นดู แล้วจะทำให้เสก็ตสนุกขึ้นเยอะ
คราวนี้เรามาเข้ารายละเอียดของท่าประเภท Upright Spin กันก่อน โดยเริ่มจากเบสิกที่สุดคือ...
TWO-FOOTED SPIN คือการหมุนด้วยขาทั้งสองข้าง (มีรูปให้ดู ทำไว้นานแล้ว) ส่วนการฝึกเริ่มจากการเกาะขอบลานฝึกเท้าให้ไหลเป็นวงคล่องๆก่อนแล้วค่อยขยับไปทีละเสต็ป
ONE-FOOTED SPIN คือการหมุนด้วยขาเดียว ส่วนการฝึกเราจะมาต่อจาก Two-footed level สุดท้ายกัน... แล้งค่อยๆต่อไปท่าอื่นที่อยู่ในประเภท Upright Spin เลยนะ เราจะไม่แยกเหมือนหนังสือเสก็ตเล่มอื่นนะ (ปวดกบาล จะแบ่งเยอะไปไหน มันคือประเภทนี้น่ะแหละน่า)
- Forward Open Spin
- Back Open Spin
- Forward Scratch Spin
- Back Scratch Spin
- Change Footed Spin
- Crossfoot Spin
- Layback Spin
- Biellmann Spin
ONE-FOOTED SPIN คือการหมุนด้วยขาเดียว ส่วนการฝึกเราจะมาต่อจาก Two-footed level สุดท้ายกัน... แล้งค่อยๆต่อไปท่าอื่นที่อยู่ในประเภท Upright Spin เลยนะ เราจะไม่แยกเหมือนหนังสือเสก็ตเล่มอื่นนะ (ปวดกบาล จะแบ่งเยอะไปไหน มันคือประเภทนี้น่ะแหละน่า) เอาเป็นว่าจะสอนท่าธรรมดาไปก่อน แล้วส่วนท่าย่อยอื่นๆไว้จะอธิบายว่ามันต่างกันยังไงให้แทนแล้วกัน
จาก Two-Footed Spin level 3 ทำให้คล่อง และจังหวะที่หมุนด้วยขาข้างเดียวทำได้นานขึ้นค่อยไปต่อ อันนี้ไม่มีอ็อปชั่นให้เลือกมากเว้นแต่คล่องระดับนึงไปแล้ว ส่วนวิธีที่จะทำให้ทรงตัวได้ก็แค่ทำ one-foot glide โดยเริ่มจากท่า FORWARD GLIDES/FORWARD STROKING แล้วยกเท้าขึ้นข้างนึง
- Forward Open Spin จากที่สังเกตคนอื่นเล่น ท่านี้ไม่ค่อยมีใครใช้จริงๆจังนะแต่จะใช้เป็นส่วนนึงของท่า one-foot spin มากกว่า สังเกตตอนที่เข้าจังหวะหมุนดีๆ ช่วงที่เริ่มหมุนสาม-สี่รอบแรกจะเป็นท่านี้ที่เค้าใช้แล้วตามด้วยเก็บขาเข้าเพื่อให้หมุนได้เร็วขึ้น นานขึ้น แตก็เห็นบางคนที่ใช้ท่านี้ซ้อมเหมือนกัน คิดว่าที่ใช้เป็น open คือยกข้างที่เป็น free leg ไว้ระหว่างที่หมุนโดยไม่เก็บเข้า น่าจะเป็นการฝึกทรงตัวเวลาหมุน อ่อ ใช้เป็นท่าฝึกก่อนทำ Layback Spin ด้วย (ที่ส่วนมากจะเป็นผู้หญิงกับกระเทยทำน่ะ) การฝึกให้ยกขาได้สูงๆก็อาศัยความแข็งแรงของขา กับความยืดหยุ่นด้วย ท่านี้จะดูดีขึ้นถ้าขาขาวเกือบตั้งฉากกับขาซ้ายที่เป็นแกนหมุน
- Back Open Spin ก็คือท่าเดียวกับ Open Spin ที่เขียนอธิบายอยู่ข้างบนเนี้ยแหละ แต่ต่างแค่ขา ปกติจะทำ one-foot กันด้วยข้างซ้ายที่จะเป็นแกนหมุนและหมุนทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งจะเป็นการหมุนไปข้างหน้าถ้าสังเกตดีๆ เลยเรียก Forward ส่วน Backward จะใช้อีกข้างแทนในขณะที่ทิศทางหมุนยังคงเป็นหมุนทวนเข็มนาฬิกาอย่างเดิม ส่วนของการทิ้งน้ำหนักลงที่เท้ายังคงเป็นจุดเดิม คือ Spin Rocker ที่อยู่ในภาพนี้
สำหรับการฝึกจะไปกล่าวถึงในส่วนของ Back Scratch Spin นะ
- Forward Scratch Spin โดยปกติแล้วจะใช้ขาซ้ายเป็นแกนหมุน และทิศทางการหมุน หมุนทวนเข็มนาฬิกา ส่วนในจังหวะสุดท้ายขาขวาที่เป็นฟรีเลคจะเหยียดตรงลงไปไขว้อยู่ด้านซ้ายของเท้าซ้าย (ฝึกต่อจาก Forward Open Spin ได้เลยนะ :)) ไม่รู้ว่าใครเป็นบ้างเพราะเราเหยียดสุดไม่ได้ ถ้าเหยียดสุดจะติดพื้น
- Back Scratch Spin ท่านี้จะเหมือนกับ Forward Scratch Spin ต่างแค่เปลี่ยนเป็นขาซ้ายไขว้มาทางขาขวาแทน
ขั้นตอนการฝึก
· แบบแรก ฝึกจากท่า two-footed spin แต่พยายามให้น้ำหนักลงไปที่เท้าขวาแทนแล้วค่อยๆยกเท้าซ้ายขึ้น ถ้าทำไม่ค่อยได้ก็ไปเกาะขอบลานช่วยได้นะ
· แบบที่สอง ฝึกจาก one-footed spin ทำเป็น change foot คือทำ one-footed spin ปกติเพื่อให้แรงส่งของจังหวะหมุนยังอยู่ (เท้าขวายกขึ้นมาตรงๆ ไม่ต้องไขว้เป็น scratch spin นะ แต่ถ้าคล่องแล้วจะลองไขว้ก็ได้ เท่ากับเป็นการฝึก change-footed ไปด้วยเลย) วางเท้าขวาลงถ่ายน้ำหนักจากขาซ้ายไปขาขวาพร้อมกับค่อยๆยกเท้าซ้ายขึ้นตรงๆหรือจะไขว้ก็ได้นะ (คนที่คล่องแล้วการเปลี่ยนขาจะใช้การวางเท้าแล้วแล่นไปตามรอยที่หมุนอยู่ แล้วยกเท้าอีกข้างขึ้นหรือเปลี่ยนท่าหมุน แต่ย่อเข่าส่งด้วยนะ)
เพิ่มอีกนิดไม่รู้ว่าสอบ ISI Freestyle 3 จะยังมีท่านี้อยู่รึเปล่า แต่ถ้ามีเค้าจะเปลี่ยนสองครั้งคือ เปลี่ยนเป็นขวา (back spin) แล้วเปลี่ยนกลับเป็นขาซ้ายเหมือนเดิมด้วย
· แบบที่สาม... (เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราเองแหละ อิอิ) ยืนเต็มสองเท้าปกติ ถ่ายน้ำหนักลงไปจุดที่จะใช้หมุนของเท้าข้างขวา (ถ้าหมุนทวนเข็มนาฬิกาแบบคนส่วนมาก) ถ่ายน้ำหนักจากขาซ้ายที่เป็น free leg ไปทางขาขวา แล้วเตะขาซ้ายเฉียงออกไปทางด้านหน้า แรกๆอาจจะยกสูงๆไม่ไหว หรือได้รอบสองรอบก็ไม่เป็นไรนะ เอาให้กะจุดหมุนกับน้ำหนักที่จะลงได้ก่อน เพราะคล่องแล้วใช้วิธีนี้ ไม่มันส์แล้วล่ะ เหอๆๆ (คล่องแล้วไปทำวิธีถัดไปได้เลย)
· แบบสุดท้าย โปรๆ (555) LFI (เบลดซ้ายด้านใน) เป็นเส้นครึ่งวงกลมเปลี่ยนเป็น RFI (เบลดขวาด้านในเช่นกัน) ทิ้งจังหวะให้ช้าลงสักนิดแล้วบิดเป็น 3-turn พลิกตัวเข้า back open spin พอจังหวะหมุนเริ่มอยู่แล้วค่อยๆเก็บขาไขว้มาด้านหน้าแล้วเหยียดลงไปเป็น back scratch spin การออกก็แค่ยกเท้าซ้ายออกแล้วเหยียดเฉียงไปทางด้านหลังพร้อมกับกางแขนออก
ปล. มือของสองเสต็ปแรกผิดไปนิด.. :p จริงๆเสต็ปแรก มือจะกางออกด้านข้างเฉียงไปข้างหน้าเล็กน้อย ส่วนเสต็ปสองพับข้อศอกเข้ามาค่อยๆเก็บบเข้ากลายเป็นเสต็ปสาม
CHANGE FOOTED SPIN เขียนบอกไปแร้วในการฝึก back spin นะจ๊ะส่วนการเปลี่ยนเป็นท่าต่างๆที่เราเป็นๆกันก็แค่ฝึกแต่ละท่าที่จะบอกต่อๆไปนี่ให้คล่องก่อนแล้วเวลาต่อจะไปได้เอง (ยกเว้นการคุมจังหวะหมุนให้ได้นานๆ 555 เพราะอีชั้นก้อยังทำไม่ได้ฮ่า หุหุ)
CROSSFOOTED SPIN อารมณ์เดียวกับ Scratch Spin แต่เหยียดลงพื้นไปวางแล้วหมุนไปด้วยกันเลย โดยลักษณะการวางหัวรองเท้าจะบิดเข้าหากันเล็กน้อย (เหมือนจะไม่ยากนะ แต่ยากอยู่ไม่น้อย อิอิ) จัดเป็นอีกหนึ่งท่าที่เป็น two-footed Spin มีวิธีการเข้าสองแบบคือเข้าแบบ Scratch Spin แล้วเยียดเท้าลงไปแตะพื้น กับเข้าเป็น two-footed spin แล้วเลื่อนเท้าไปไข้วกัน รู้สึกอันหลังจะยากกว่านะ และท่านี้จะใช้แทน Layback Spin ในการสอบและแข่งขันสำหรับประเภท Men ในระบบของ ISI แต่เหมือนว่าจะไม่ค่อยเห็นในการแข่งทั่วไปนะ
LAYBACK SPIN AND BIELLMANN SPIN ท่านี้รู้สึกว่าสมัยนี้ผู้ชายก็ทำได้เหมือนกัน เหอๆๆ แต่ก็ยังคงเป็นท่าบังคับของผู้หญิงอยู่ดี :) ท่าแรกคือ layback จะเป็นท่าที่เอนตัวตั้งแต่เอวขึ้นไปลงมาขนานพื้น (แต่ถ้าตัวอ่อนมากๆห้อยลงไปมากกว่านั้นก็อย่าตกใจไป) และขาขวาที่เป็น free leg (ท่านี้จะเป็น forward spin กรณีคนที่หมุนทวนเข็มนาฬิกา) จะไปข้างหลังแต่จะพับขึ้นมา กางออก หรือยกสูงแค่ไหนก็ขึ้นกับว่าอยู่ตำแหน่งไหนจะทรงตัวอยู่ได้มากกว่า ส่วนคตวามสวยงามจะมาทีหลัง
SIT SPIN, CAMEL SPIN และท่าหมุนอื่นๆจะไปอยู่ในภาคสองนะจ๊ะ ^^
OFF-ICE & ON-ICE SPIN
อันนี้จะขอยกไปโพสลงในส่วนของการหมุนภาคสองเช่นกันนะจ๊ะ
ลีลาบนลานน้ำแข็ง 1 - การเสก็ตขั้นพื้นฐาน ภาคสองCHANGE OF EDGE มาถึงเรื่องที่ยากที่สุดและก็ทำให้สวยยากที่สุดเช่นกัน... ท่ากลุ่มนี้จะเป็นท่าที่ใช้ในการเปลี่ยนทิศทางการวิ่งจาหไปข้างหน้าก็ไปข้างหลัง หรือจากวิ่งถอยหลังก็หันไปด้านหน้าแทน แน่นอนว่าเปลี่ยนเท้า เปลี่ยนด้านเบลด หรืออาจจะเปลี่ยนมันทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน และท่าพวกนี้จะใช้เดี่ยวๆในกรณีที่เป็นจังหวะก่อนเทคออฟ (กระโดด) และจะใช้แบบปนๆกันจนดูเหมือนว่ามั่วๆตอนเป็นท่าบังคับที่เรียกว่า Footwork (ในรายการแข่งขันบางรายการก็มีแข่งแต่แบนี้อย่างเดียวด้วย คนที่ลงนี่โคดเก่งว่ะ) ถ้าเป็นการสอบของสมาคม ISI (คืออะไรบอกไปแล้วไปดูเอาในบทสมาคมเสก็ตเอานู่น) จะมีบังคับว่าต้องทำท่ากลุ่มนี้ประเภทไหนบ้าง ทำด้านไหนซ้ายขวา ถ้าผิดก็คือสอบไม่ผ่าน!! ด้านไหนเรารู้สึกว่ามีไฟล์เก่าเก็บไว้ ถ้าเจอจะเอามาขึ้นให้ทีหลังนะ เอาเป็นว่าสรุกให้ง่ายๆว่ามันจะเปลี่ยนยังไง (ไม่รู้จะอธิบายเป็นภาษาไทยยังไง โทดทีเว่ย อิอิ) - Forward Outside to Inside - Forward Inside to Outside - Backward Outside to Inside - Backward Inside to Outside - ยกเว้นท่า Mohawks กับ Choctaws ที่จะเปลี่ยนขา เปลี่ยนทิศทางการเล่น แต่ไม่เปลี่ยนด้านของสันเบลด
Mohawks ท่าทีบอกก่อนเลยว่าเป็นท่ากลับทิศทางการเล่นที่ง่ายที่สุด แค่ว่าพอจะมีการทรงตัวที่ดีอยู่บ้าง บนขาข้างเดียวนะ!! และที่สำคัญท่ากลุ่มนี้เปลี่ยนแต่เท้าจากหน้าไปหลัง ไม่ต้องเปลี่ยนสันเบลด
Three Turns ที่เรียกว่า three-turn เพราะว่าเส้นที่ปรากฏบนลานจะเหมือนเลขสามง่ะ วิธีฝึกสำหรับคนที่ยังไม่ชัวร์ว่าสามารถยืนขาเดียวแล้วหันเปลี่ยนด้านได้ก็หัดแบบนี้ก่อน...
Choctaws
ท่านี้เหมือนกับ Mohawk นะ แต่ต่างกันที่มีการเปลี่ยนสันเบลดเพิ่มมาด้วย ส่วนดูว่าเป็น inside หรือ outside ก็ดูจากตอนเริ่มเช่นกัน ที่เราเอามาไว้หลังๆนี่เพราะท่านี้มันต้องเชี่ยวแล้วระดับนึงเหมือนกันง่ะ ต้องพอจะคุมเท้าตัวเองและน้ำหนักตัวให้ลงซ้ายลงขวาได้ ซึ่ง three-turn ยังไปทางเดียว ไม่ค่อยมีปัญหามาก (คิดว่านะ อิอิ) ท่านี้เส้นที่ปรากฏบนลานจะโค้งไปด้านขวา และจะเป็นด้านซ้ายแทนหลังจากเปลี่ยนเท้าแล้วนะ ท่านี้จะใช้ในสเต็ปกันซะเยอะเลยด้วย
Brackets
มันคือท่าคล้ายๆกับ 3-turn คือ เปลี่ยนสันเบลดจากด้านในเป็นด้านนอก หรือจากด้านนอเป็นด้านใน และไม่เปลี่ยนเท้า ส่วนที่มันต่างก็อยู่ที่ว่าจุดแหลมๆที่เป็นจุดหันจะทิ่มออกนอกวงแทน ง่ายๆคือมันจะเหมือนวงเล็บแบบนึงอะ ที่แหลมๆออกด้านนอก จะอธิบายวิธีแค่ข้างเดียวเช่นเดิมนะ ไลน์จะโค้งไปด้านซ้าย (ทวนเข็มนาฬิกานะจ๊ะ)
Back Inside Bracket/Back Outside Bracket เริ่มจากการยืนหันหน้าไปทางที่จะไป ทำ 3-turn แบบเล็กๆก่อนก็จะเป็นว่า กำลังแล่นถอยหลังช่ายมะ โค้งไปทางไหนอยู่ให้น้ำหนักลงไปทางส้น ปัดหัวเท้าเข้าในวงเปลี่ยนเป็นหันหน้า รอยอาจจะไม่ชัดเท่ากับเปลี่ยนจากหน้าไปหลังนะแต่ส่วนแหลมๆที่ใช้ส้นเท้ากดไว้จะหันออกนอกวงไง Counters
มันคือ Bracket แต่ว่าหลังจากกลับด้านแล้วจะโค้งไปอีกทาง ซึ่งรอยบนลานจะเป็นตัวเอส ให้หารูปวงกลมที่พื้นไม่ก็จินตนาการเอาว่ามีวงกลมสองวงต่อกันเป็นเลขแปด เริ่มเหมือนเขียนเลขแปด โดยจะเริ่มจากโค้งไปตามวงแรกประมาณครึ่งวง ส่วนจุดแหลมๆที่เป็นจังหวะที่กดหัวจิกล็อกไว้จะหันไปทางวงอีกวงแทน แล้วโค้งไปด้านตรงข้ามกับเมื่อกี้นี้ก็จะได้รูปตัวเอส ส่วนการเริ่มก็ยังคงเป็นตัวบอกว่าจะเรียกว่าอะไร เหมือนเดิม ท่านี้ทำแรกๆละรู้สึกแปลกๆเพราะมันหันขัดๆกับตัวและขาอะ
- Forward Inside Counters
- Forward Outside Counters
- Back Inside Counters
- Back Outside Counters
Rockers
ท่านี้จะใกล้เคียงกับท่าข้างบนนะ แต่ต่างที่ว่าจะง่ายกว่านิดนึงตรงที่มันเป็นการหันเปลี่ยนด้านไปตามธรรมชาติของการเล่น คือ 3-turn ที่กลับด้านแล้วจะโค้งไปอีกทาง และรอยบนลานจะเป็นตัวเอส วิธีการฝึกก็ทำแบบเดิมคือให้หารูปวงกลมที่พื้นไม่ก็จินตนาการเอาว่ามีวงกลมสองวงต่อกันเป็นเลขแปด เริ่มเหมือนเขียนเลขแปด โดยจะเริ่มจากโค้งไปตามวงแรกประมาณครึ่งวง ส่วนจุดแหลมๆที่เป็นจังหวะที่กดหัวจิกล็อกไว้จะหันเข้าวงที่เราแล่นโค้งมา แล้วโค้งกลับไปด้านตรงข้ามกับเมื่อกี้นี้ก็จะได้รูปตัวเอส หน้าหลัง ซ้ายขวาเหมือนกัน (อธิบายง่ายไปมั้ย อิอิ แต่มันก็เป็นท่าของอีกระดับ ซึ่งถ้าทำ 3-turn กับ bracket ได้แล้วก็จะเข้าใจท่านี้มากขึ้นเองอะนะ – คิดว่านะ)
- Forward Inside Rockers
- Forward Outside Rockers
- Back Inside Rockers
- Back Outside Rockers
FOOTWORK
คือการผสม รวมหรือประยุกต์ท่าที่ว่ามาแล้วเข้าด้วยกัน บางทีอาจจะใส่ท่าหมุนและท่ากระโดดที่ไม่เกิน 1 รอบเข้าไปด้วยซึ่งจะบอกในบทต่อๆไป แต่ในการสอบของ ISI จะมีบังคับท่า บังคับเส้นมาให้ว่าจังหวะไหนต้องไปทางไหนด้วย ไฟล์หายแต่ว่าถ้าหาไฟล์เจอจะเอามาขึ้นให้ดู—ว่ายาก...
จบ จบ จบซะที จบเหอะ... เราก็ไม่ค่อยจะชำนาญนักหรอกท่าพวกเนี้ย ทำทีไรได้หัวทิ่มทุกครั้งแหละ ขาไม่แข็งแยงงง~~ T_T มีปันยาอธิบายให้แค่นี้อะนะ... ต่อไปจะขึ้นเรื่องปวดหัวๆ แล้วนะ อิอิ เป็นท่าที่ใครๆก็อยากทำเป็น แต่หารู้ไม่ว่าแอบยากใช้ได้เลย... Torn-nee-Ku-Yu-EnglandTorn-nee-Ku-Yu-England-leaw-na and internet jeuge perd mai dai...
so I can't UPDATE anything leey Seengg-waa...
but don't worry 'coz I still reading skate books and translate to my labtop...
so I can immediately update to this site when I can open E-net-wi-fi aunn nee... ลีลาบนลานน้ำแข็ง 1 - การเสก็ตขั้นพื้นฐานเรื่องพวกพื้นฐานเนี่ย ไม่อยากจะแนะนำเร้ย เพราะทุกวันนี้เราเองก็ใช่ว่าจะแน่นอยู่นะ เดินๆอยู่ดีๆบางทีหัวทิ่มไปซะงั้น หรือบางทียืนคุยกับเพื่อนอยู่ในลานเฉยๆแค่นั้นน่ะแหละ ลงไปนั่งที่พื้นเฉยเลย วิ่งอยู่กลิ้งลงไปที่พื้นก็บ่อยด้วย แล้วการล้มที่เจ็บที่สุดมี 2 กรณี คือ ล้มจากท่า Spiral (เดี๋ยวจะอธิบายในตอนท้ายๆ) กับท่ากลุ่ม Turn ซึ่งดูไม่มีอะไรและเป็นท่าที่ไม่ได้ใช้ความเร็วอะไรเลย แต่ดันเจ็บนรก เจ็บกว่ากระโดดแล้วลงมายืนดีๆไม่ได้ซะอีก ส่วนพื้นฐานเนี่ยดันเป็นส่วนที่สำคัญด้วยดิ (แต่เราก็ไม่ได้กะจะเอาจริงเอาจังนิ) ทำไม่ได้ไม่ได้หมายความว่าสอนไม่ได้ซักกะหน่อย เป้าหมายเดียวกันมันมีที่มามากกว่า 1 วิธีนะเว้ย แต่เราดันกระโดดข้ามไปบางขั้นซะงั้น อิอิ แหม ถ้าเราไม่ข้ามเราจะรู้มั้ยล่ะว่าถ้าข้ามมาแล้วมันมีผลยังไงน่ะ (ก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีไง) แล้วเราก็ไม่ขอกล่าวถึงเรื่องระดับการสอบตอนนี้หรอกนะ เอาเป็นท่าไปก่อน แล้วค่อยเทียบท่ากับแต่ละระดับให้ทีหลัง (คอยติดตามเองแล้วจะรู้ว่าทำไมถึงเอาท่ามาขึ้นให้ก่อนที่จะเรียงตามระดับ)
ก่อนจะเริ่มเดินหน้าก็ต้องมารู้จักกับการทิ้งน้ำหนักลงที่เบลดกันก่อน เรื่องคือ เวลาที่เราเล่นจะมีอยู่แค่ด้านซ้ายกับด้านขวา ซึ่งลานมาตรฐานจะให้เราเล่นไปทางด้านซ้าย คือเป็นการวิ่งแบบทวนเข็มนาฬิกา เพราะฉะนั้นถ้าเราวิ่งไปข้างหน้าปกติจะใช้สันเบลดด้านนอกของเท้าซ้าย (เราจะใช้ว่า LFO นะมาจาก Left Forward Outside) และใช้สันด้านในของเท้าขวา (เราจะเรียกย่อว่า RFI มาจาก Right Forward Inside)
ปล. ตัวย่อที่วงเล็บไว้คือตัวย่อมาตรฐานที่เค้าจะใช้กันนะ ไม่รู้ว่าพอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างรึยังว่ามันย่อยังไง
สรุป Edges เผื่อจะเข้าใจมากขึ้น
FALLING - เรื่องการล้ม (ขอคั่นรายการนี้สนึงนะ เพราะหลายๆคนแค่ก้าวลงไปเหยียบน้ำแข็งก็คงได้หัวทิ่มก่อนที่จะเริ่มเดินหน้าอะนะ... เป็นลางดี๊ ดี เนอะ อิอิ.. ~~เยาะเย้ยสุดๆ แต่ตัวเองก็เป็นอยู่บ่อยๆเหมือนกันทั้งๆที่ขึ้นกระโดดหมุนสองรอบกะเค้าไปบ้างแล้ว - แหมสี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้งเลยนิ) เรื่องแบบนี้
STROKING SKILL - การเดินหน้า
ก่อนจะเริ่มท่ากลุ่มนี้ก็ขอบอกวิธีสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเสก็ตเลยก่อนแล้วกันนะ ลงไปในลานแล้วเดินเกาะขอบลานไปก่อนด้วยการย่ำเท้าเหมือนเดินพาเหรดนั่นแหละ ค่อยๆลองปล่อยมือแบบกางแขนอยู่เหนือขอบลานเพื่อเวลาจะล้มก็จับไว้ไง ให้น้ำหนักอยู่ที่กลางเท้านะ เอนไปเอนมาจะล้มให้ย่อเข่าลง ตัวตั้งตรง (ตั้งฉากกับพื้นไว้) ปัญหาของคนที่ไม่เคยเล่นจะคุมเท้าไม่อยู่ซึ่งงานนี้ก็ต้องอาศัยว่าเล่นบ่อยจนชินก็จะคุมได้เอง โดยในช่วงแรกๆที่พยายามคุมเท้าให้ไปตรงๆอาจจะเกร็งๆไปบ้างนะ แต่ก็ไม่มีอะไรยากไปกว่าพยายาม ตอนเราเริ่มเราก็เคยเล่นโรลเลอร์เบลดมาบ้างแล้ว ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับการบังคับเท้าตัวเองอยู่ดี แต่พอเราเล่นไปสักพัก เริ่มหัดแล่นขาเดียวก็จะเริ่มคุมเท้าได้เอง เพราะถ้าคุมไม่ได้ก็ยืนไม่อยู่ไง มาต่อเรื่องความเร็วสำหรับคนที่เพิ่งเล่นก่อนที่จะเริ่มเข้าท่ามาตรฐานที่เค้าจัดไว้ เพราะคนที่เพิ่งเริ่มเล่นจะมีปัญหาเวลาที่เริ่มไหลไปได้ก็จะเอนไปเอนมา วิธีฝึกคือใช้วิธีเกาะขอบลานดึงตัวไปข้างหน้าเรื่อยๆจนเริ่มไปได้ระยะที่ไกลขึ้นแล้วตัวไม่เอนไปเอนมามาก คราวนี้ดึงตัวเหมือนเดินแต่พอขาเริ่มไปก็ปล่อยมือ ให้ได้ระยะที่ไกลขึ้น
ระวังเรื่องเท้าและตัวด้วยว่า รักษาให้น้ำหนักอยู่ตรงกลาง และตัวตรงเสมอนะ (ทุกท่านะ ย้ำว่าทุกท่าเว้นแต่ว่าเริ่มโปรฯแล้ววิ่งเร็วขึ้นจะโน้มตัวไปทางข้างหน้า) การย่อเข่าและกางแขนออกไปด้านข้างช่วยได้อีกแรงด้วยนะ ซึ่งย่อเข่าแบบเกือบจะเป็นท่านั่งเลย ย่อเยอะมากๆ ของเราไม่ได้ย่อเยอะขนาดนั้น (เราทำไม่ได้ เจ็บเข่าว่ะ) แต่มันก็ช่วยให้ขาแข็งแรงขึ้นนะ
1> FORWARD SWIZZLE, SCULL อธิบายง่ายๆคือท่าเลมอนอะนะ เพราะรอยบนลานน้ำแข็งที่เราแล่นไปจะเป็นรูปหยักคล้ายกับผลเลมอนไง ทิ้งน้ำหนักไปทางส้นเท้าหรือเกือบๆถึงหางเบลดน่ะแหละ แยกปลายเท้าออกเล็กน้อย ย่อเข่า ปล่อยให้เท้าเลื่อนไปข้างหน้าให้กางพอประมาณ คราวนี้ถ่ายน้ำหนักไปที่ช่วงปลายเท้าเกือบๆถึงฟันซี่สุดท้ายใต้เบลดนะ (คนที่เพิ่งหัดจะเกร็งนิดๆล่ะ) หันปลายเท้าเข้ามาเล็กน้อยให้แล่นมาคู่กันได้ ค่อยๆยืดตัวขึ้น ใช้การย่อ-ยืดจะช่วยให้ไปได้ง่ายขึ้นนะ ส่วนจังหวะยืดซึ่งเท้าจะคู่กันพอดีเนี่ยจะฝึกการคุมเท้าได้ดีเลย เวลาที่ดึงเท้าเข้ามาชิดกัน ให้ดึงมาคู่กันแบบน้ำหนักตัวลงตรงกลางระหว่างเท้า 2 ข้าง ลงไปที่สันเบลดทั้งด้านในด้านนอกเท่าๆกัน (เป็น Flat Edges) ตรง ค่อยๆยืดเข่าขึ้นด้วย แต่ไม่ต้องยืดเข่าจนสุดแบบยืนปกตินะ ย่อไว้นิดๆกันล้ม
2> FORWARD GLIDES/FORWARD STROKING ท่านี้คือการแล่นไปข้างหน้า ด้วยการยืนให้เท้าเป็นตัว V ขาข้างที่ถนัดอยู่หน้าซึ่งจะเป็นขาที่จะแล่นไปอะนะ แล้วอีกข้างอยู่ข้างหลังจะเรียกว่า Free Leg ย่อเข่าลง ใช้เท้าข้างที่อยู่ด้านหลังดันให้ขาอีกข้างที่บอกเป็นข้างที่ยืนแล่นไปข้างหน้า ตอนที่ดันตัวไปข้างหน้า ใช้ส่วนกลางของเบลดนะ
3> BACKWARD SWIZZLE, SCULL เช่นเดียวกับท่า Forward Swizzle เพียงแต่เปลี่ยนเป็นถอยไปข้างหลังและน้ำหนักลงสลับกันเท่านั้นเอง โดยเริ่มจากย่อเข่าทิ้งน้ำหนักไปที่ Spin Rocker (ส่วนหัวใต้เบลด) แล้วค่อยๆถ่ายไปเป็นส่วน Rocker คือเกือบๆถึงหางเบลดพร้อมๆกับบีบเท้าเข้ามาคู่กันและยืดตัวขึ้นทำแบบเดิมต่อ จำไว้ว่ารักษาตัวให้ตั้งฉากกับลานเอาไว้ ถ้ากางแขนด้วยจะช่วยให้ทรงตัวได้ดีขึ้นนะ
4> BACKWARD GLIDES มันคือการแล่นขาคู่ หรือขาเดียวปกติอะ ถ้าขาคู่ก็เริ่มจากท่าข้างบนก่อน แต่ทิ้งจังหวะที่เท้คู่กันให้นานๆ แค่นั้น ได้แล้วก็หัดขาเดียวต่อได้เลย ต้องแน่ใจว่าจังหวะที่เท้าคู่กันน่ะ น้ำหนักลงเท่ากันทั้งสองเท้านะ และไม่โงนเงนด้วย จากนั้นค่อยๆยกเท้าขึ้นตรงๆ ท่าจริงๆคือเท้าข้างที่ยกจะมาอยู่ที่เข่าพอดี (กำลังงามเลยล่ะ) แนะนำว่าหัดข้างที่ไม่ถนัดก่อนจะได้รู้ว่าจะยืนยังไงไม่ล้มแล้วค่อยหัดอีกข้างก็ได้ (น่จะได้เร็วกว่าอะนะ) หรือะลองไปพร้อมๆกันทั้งสองข้างเลยก็ได้นะ อันนี้แล้วแต่ความถนัด
5> CROSSOVER
5.1> Forward Crossovers ท่านี้เป็นท่าที่ใช้กันประจำ ที่วิ่งแล้วขาไขว้ๆกันนั่นแหละ...
5.2> Backward Crossovers เป็นท่าที่ใช้เยอะกว่าวิ่งไปข้างหน้าอีก โดยเฉพาะถ้าสังเกตดีๆแทบจะวิ่งถอยหลังกันประจำ แต่ถ้าคล่องแล้วจะง่ายกว่า งามกว่าด้วยล่ะ อิอิ (แล้วเราก็ล้มกลิ้งเพราะท่านี้ประจำอีกเช่นกัน ก้อหางเบลดมันชนกานอ่า) ทุกท่าย่อเข่าเสมอ... ย้ำๆเลย
STOPS - การหยุด จริงๆมันคือพื้นฐานที่ควรจะรู้ก่อน Crossover ด้วยซ้ำ แต่ที่เราเอามาไว้ทีหลังเพราะว่าถ้าทำ Crossover ได้ก็หมายถึงว่ายืนขาเดียวได้ชัวร์แล้ว ซึ่งจะได้ไม่หัวทิ่มง่ายๆเวลาหยุดไง อิอิ แล้วคนที่ยังทำไม่ได้ก็หัดได้นะเว้ย แต่ก็อาจจะไม่ค่อยได้ใช้เพราะไม่ได้วิ่งอะไรเร็วๆ (ซึ่งไม่ต้องหยุดมันก็หยุดให้เองอยู่แล้วว่ะ) แต่กว่าชั้นจะทำได้ก็อาศัยเกาะขอบลานช่วยหยุดอยู่ตั้งนาน 1> Snowplow Stop เริ่มจากขาคู่ อันนี้สามารถทำได้ตั้งแต่ที่หัด Forward Swizzle แล้วล่ะ
2> T-Stop ก่อนเริ่มท่านี้ บอกเลยว่าเป็นท่าหยุดที่ง่ายที่สุด ใช้เยอะที่สุดแต่ว่า มั่นใจมั้ยว่ายืนขาเดียวได้แล้ว สามารถคุมน้ำหนักเท้าพอได้แล้ว... เอาเป็นว่าสอนแต่เบๆให้ไปนะ เริ่มจากแล่นขาคู่มาก่อนเลยยกเท้ข้างที่ไม่ค่อยถนัดขึ้นนิดๆ ขยับไปด้านหลังจะเป็นฉากกะข้างที่ยืนนะ ค่อยๆวางเท้าลงตรงๆ กดน้ำหนักลงเท้าข้างทีวางขัดข้าๆ จนระทั่งอีกข้างหยุดนั่นแหละ มันจะเป็นตัวทีง่ะ เลยเรียกกันว่า T-stop
3> Hockey Stop อาศัยขอบลานช่วยเผื่อเบรกไม่อยู่จะได้เกาะทัน ยืนหันไปซักทาง เอาหันข้างขวาออกนอกลานละกัน เดินๆวิ่งไปพอจะหยุดเอาเท้าคู่กัน พลิกตัวหันหน้าเข้าขอบลานซะ กดน้ำหนักจะลงที่เท้าสองข้างพร้อมๆกัน แต่จะลงเท้าซ้ายมากกว่าเท้าขวา สังเกตดีๆว่าพวกที่เล่นฮอกกี้จะใช้ท่านี้กันเยอะ อาจะให้เค้าสอนให้ได้
4> One-Footed Stop มันคือท่าฮอกกี้สต็อปอะแหละมาประยุกต์ อิอิ ท่านี้ไม่มีสอบในรายการนะเคอะ แต่ว่าถ้าทำ Hockey Stop แม่นๆแล้วลองฝึกท่านี้เล่นๆให้เจ็บตัวดูได้ ลองใช้ขาเดียวดู ถ้ายังคงหันด้านเดิมจากท่าที่แล้วแล้วจะยกเท้าซ้ายขึ้นใช้เท้าขวาเบรก ใช้สันเบลดด้านในมากกว่าด้านนอกนะ
เอาหละ ตอนแรกว่าจะต่อส่วนการกลับตัว พลิกเท้า หันหน้าหันหลัง แต่ว่าดูแล้วอีกบาน ขอแบ่งไปเป็นอีกส่วนนึงแล้วกันนะ อิอิ ก่อนจะไปเสก็ต 4 – บทความเพิ่มเติมที่น่าสนใจการยืดกล้ามเนื้อก่อนซ้อมกีฬา การออกกำลังกายที่เกี่ยวกับความยืดหยุ่นหรือการเคลื่อนไหวของร่างกาย สิ่งที่สำคัญที่จะต้องคำนึงถึงคือข้อต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าร่างกายมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอจะทำให้มีความยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ในการออกกำลังกายต้องมีการยืดกล้ามเนื้อทุกครั้ง ทำไมต้องมีการยืดกล้ามเนื้อ
เมื่อกล่าวถึงการยืดกล้ามเนื้อ ก็ทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่าใครควรมีการยืดหยุ่นมากกว่ากัน ซึ่งความยืดหยุ่นนั้น มีความเกี่ยวข้องกับการยืดกล้ามเนื้อเป็นอย่างมาก ฉะนั้นเราจึงต้องพูดถึง องค์ประกอบที่มีผลต่อการยืดหยุ่น
ต่อไปเมื่อทราบว่าการยืดกล้ามเนื้อมีความสำคัญต่อร่างกายแล้ว ควรทราบว่ามีข้อกำหนดอย่างไรในการยืดกล้ามเนื้อ นั่นคือ กฏในการยืดกล้ามเนื้อ
บทความสาระน่ารู้ โดย ผ่องใส เจริญสมบัติ
:O โฆษณาคั่นรายการ... ;Dขอมีโฆษณาคั่นรายการสักนิดนะ แต่อันนี้ดูแล้วฮาดี ก่อนจะไปเสก็ต 4 – off-iceส่วนนี้จะเขียนเรื่องของการอบอุ่นร่างกายก่อน-หลังการเสก็ตและการออกกำลังในเวลาที่ไม่ได้ไปเสก็ต เวลาที่นักเสก็ตไม่ได้เล่นเสก็ตก็จะมีโปรแกรมออกกำลังต่างๆเพื่อรักษากล้ามเนื้อให้คงความแข็งแรงหรือแข็งแรงยิ่งขึ้นด้วย จะเรียกว่า off-ice (เพราะเราจะซ้มกันบนพื้นที่ไม่ใช่น้ำแข็งไง) ก็คงจะเหมือนกับนักร้องที่ต้องไปลงคลาสเรียนเต้นเพิ่มน่ะแหละ แต่ต่างกันตรงที่ ถ้ารวยหน่อยก็ลงเรียนเป็นคลาสไปเลย แต่ถ้าไม่อยากจ้าง ทำเองได้นะถึงจะได้ไม่ครบ... แต่ลงคลาสแบบนั้นก็ใช่ว่าจะครบหรอกนะ มาหัดกันเองดีกว่า แต่ถ้าลงเรียนกับโค้ชที่ดีๆเค้าจะแนะนำหรือช่วยฝึกส่วนนี้ให้เองเวลาที่เค้าว่างๆอยู่แล้ว (ถ้าเค้าคิดเงินก็เผ่น!!—เปลี่ยนโค้ชเหอะ แบบเนี้ยเค้าเรียก งก แล้วล่ะ) การ Off-ice มักจะเน้นไปที่การเสริมกล้ามเนื้อให้แข็งแรงซะมากกว่าซึ่งจะเหมาะมากสำหรับนักกีฬาเสก็ต หรือคนที่เอาจริงเอาจังกับการเล่นเสก็ตเพื่ออกกำลัง (ตรงไหน!!) แน่นอนว่ามันไม่ต่างกับการเล่นเวทอะนะ เพราะฉะนั้นเราจะไม่พูดถึงมากไปกว่าชื่อท่าและคำแนะนำที่ว่าให้ผู้เชี่ยวชาญเค้าดูแลให้ แค่นั้น
ข้อดีและประโยชน์ของการทำ off-ice
มันคือการอบอุ่นร่างกายก่อนที่จะลงไปซ้อม(เล่น)ในลานน้ำแข็ง เคยเห็นพวกฮอกกี้ซ้อม และซ้อมแข่งกันด้วย โหดว่ะ ฝึกโหด... แต่เชื่อเลยว่าคนไทยก็เจ๋งนะเว้ย ฮอกกี้หลายคนที่เล่นแบบฟิกเกอร์ได้ด้วย! เปลี่ยนมาเล่นฟิกเกอร์มั้ยพี่!! สนุกนะ ;) มาเข้าเรื่องของกลุ่มเสก็ตลีลาต่อ ซึ่งเราก็จะเอามาลงให้แบบฉบับของเราเอง อ่านมาแล้วงงเพราะแต่ละอันมันก็แบ่งไม่เหมือนกัน เราจะแบ่งตามความเข้าใจของเราเอาแล้วกันนะ อันนี้เป็นพาร์ตแรกสำหรับคนทั่วไปที่อยากเล่นเสก็ตเพื่อออกกำลัง
Stretching หรือ Flexibility (บางตำราพวกนี้คือ General Activities) มันคือการยืดเส้นยืดสายนั่นเอง ไม่อยากจะบอกเลยว่าท่าพวกนี้เราทำเป็นบางท่าเอง อิอิ แต่จะทำเยอะก็เวลาเฮี้ยนๆ แบบอยากออกกำลังแบบเต็มสตรีมเท่านั้นแหละ ถ้าอยู่ลานเสก็ตเราไม่ทำหมดหรอก ไม่ทันได้เล่นก็หมดเวลากันพอดี และด้วยพื้นที่ในลานไม่ซัพพอร์ตท่าประเภทที่ต้องนั่งบนพื้น... (ขี้เกียจแบกเสื่อไปน่ะดิ แค่รองเท้าก็จะตายแล้ว เอสพีเทอริรุ่น KT-2 หนักซ้า 2-3 โล เอ้ง!) ท่าที่เราทำจะเป็นท่าที่จะใช้ในลานเลยมากกว่านะ แต่ไหนๆก็เปิดเสปซเพื่อการนี้โดยเฉพาะแล้ว ก็จะลงให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วกันนะ อาจจะมีบางส่วนที่เอามาจากนอกตำราที่เรามีด้วย (อย่างที่บอก เว็บเกี่ยวกับพวกนี้มีเพียบหาอ่านได้ หมายถึงเว็บที่ไม่ได้เป็นภาษาไทยน่ะ มันกีฬาบ้านเราซะที่ไหน ถ้ามวยไทยล่ะว่าไปอย่าง ใช่มั้ยล่ะ – แต่อีกหน่อยคงมีมวยไทยออนไอซ์มั่งล่ะเนอะ... ถ้าชั้นหาภาษาไทยเจอก็คงจะไม่ทำหรอก รึใครมีเอามาลอกหน่อยดิ๊ขี้เกียจพิมพ์เอง เมื่อยมือ – อืม แต่ถึงมีก็คงเป็นคนละไสตล์กับที่เราทำล่ะนะ เพราะเราเน้น ฮา คู่กับสาระไปด้วย เล่าจากประสบการณ์ทั้งหนุกหนานและชีช้ำจากการเล่นกีฬา – ตอนขี่ม้ากรูก้อเป็นไม่งั้นคงไม่หนีมาเล่นเสก็ตหรอก.. เอ๊ะ ยังไง) มา มา เข้าเรื่องต่อ ท่าที่นิยมและจำเป็นในการวอร์มร่างกายก่อนซึ่งควรจะทำทุกครั้ง และบางท่าต้องทำอีกรอบหลังจากเล่นเสร็จด้วย แต่เท่าที่เราอ่านเนี่ยหมด session ไม่รู้ว่ามันคือรอบที่รถไถน้ำแข็ง (Zamboni) ลงมาไถๆลานรึเปล่านะถ้าใช่ ระหว่างที่รถเค้าลงไปเดินเล่นในลานมั่งเนี่ย ถ้าถอดรองเท้าวอร์มด้วยน่าจะดี รอบของรถเค้าเล่นเค้าได้เล่นแค่ 15 นาทีถึง ครึ่งชั่วโมง ก็พอวอร์มได้ สองสามท่าเลยนะ หรือจะแค่ถอดรองเท้ากระโดดนิดๆหน่อยๆ วิ่งเบาๆไปเข้าห้องน้ำ หลังจากอั้นไว้นานจนกระโดดในลานไม่ขึ้นเพราะกลัวเสียเวลาซ้อมก็ได้ (ไม่ได้ตั้งใจเสียดสีใครนะ ใครจะรับก็รับไป เหอๆ) ท่าพวกนี้มันก็คือท่าอบอุ่นร่างกายก่อนที่จะเข้าโปรแกรมออกกำลังของพวกนักเสก็ตนะ แต่อย่างเราๆก็สามารถทำได้เหมือนกัน ขอเอามาลงแค่บางท่านะ อ่อ แล้วก็อาจจะมีเพิ่มมาให้อีกนิดๆหน่อยๆ
เพิ่มเติมสำหรับคนที่เล่นแบบไม่ได้เอาจริงเอาจังมาก ถ้าขับรถไปเองก็เลือกจอดที่ไกลๆแล้วเดินเข้าไปในลานก็เป็นการวอร์มอัพอีกวิธีได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าเดินทางไปเองอยู่แล้วก็คงไม่ต้องเดือดร้อนมากกับการวอร์มด้วยวิธีนี้นะ (ช่วงก่อนแข่งเคยวิ่ง-กระจุยกระจาย-จากป้ายรถเมล์ไปถึงลาน เพราะจะถึงเวลาซ้อมตามตารางที่ลงไว้ เหนี่อยว่ะแต่โคตรได้ผลเลย) ก่อนใส่รองเท้าก็นั่งยืดขาออกไปขานึงหมุนข้อเท้าเป็นวง ทำทั้งสองด้าน พอใส่รองเท้าแล้วก็เดินย่อเข่าเหมือนอย่างที่ทำ Crossover ในลาน ท่านี้อาจจะดูตลกๆแต่มันก็ช่วยให้รู้สึกสบายขึ้นเวลาวิ่งในลานจริงๆ แล้วที่สำคัญคือว่าควรจะยืดหลังจากเล่นเสก็ตด้วยนะ ถึงจะไม่ไดเล่นจริงๆจังมากก็ทำได้ ทำไปเถอะ แล้วก็วิ่งรอบลานสักรอบสองรอบด้วยจะดีมั่กๆ Specific Activities Plyometrics คือการ off-ice แบบที่ใช้การกระโดดเป็นหลัก เน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ช่วยให้กระโดดได้สูงและไกลขึ้น ซึ่งอันล่างที่เอามาลงให้นี่คิดว่าน่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
คราวนี้จะเป็นท่าที่จะใช้ในลานจริงๆด้วยและสำหรับคนที่เล่นมาได้ระดับนึงแล้วด้วยอะนะ ใช้เวลาวอร์ม 15-18 นาทีนะ (ในตำราบอกเป็น เราว่าน่าจะหมายถึงว่าคนที่เล่นเสก็ตจนถึงอีกระดับนึงแล้วนะ)
Strength Training/Weight Training อันนี้แหละคือการเล่นเวท ต้องอยู่ในความควบคุมของโค้ชหรือผู้เชี่ยชาญนะจ๊ะ อย่าเล่นซี้ซั้วนะเว้ย เดี๋ยวได้กล้ามที่มากเกินพอดีมาแล้วจะแย่เอา เล่นเสก็ตสวยยังไงก็ดูน่าเกียดได้นะ เหอๆๆ อุปกรณ์ที่ใช้คือ ก้านยกน้ำหนักอะ คิดดูว่ามันจะหนักแค่ไหน ถึงบอกไงว่าต้องมีคนดูแลด้วย อธิบายไม่ถูกอะไว้จะพยายามอธิบายและ ทำอนิเมชั่นให้แทนอะนะ คอยติดตามด้วยล่ะ
เราทำสรุปพวกท่าออกกำลังที่ช่วยเสริมกล้ามเนื้อสำหรับท่ากระโดดและท่าหมุนต่างๆจากซีดีสอนเสก็ต ISU Skating Technics เอาไว้ มี 2 หน้า อุปกรณ์มีดัมเบลกับบอลลาสติกที่ใช้เล่นโยคะ (กดดูแผ่นสรุป) ตำเตือน ถ้าบัลเล่ต์มีผลข้างเคียงทำให้ข้อเท้าอักเสบแล้วล่ะก็ ผลข้างเคียงของการเล่นเสก็ตคือมีปัญหาที่เข่าแน่นอน แล้วแต่ว่าจะเข่าหลุดหรือเข่าอักเสบ อะไรประมาณนี้ ซึ่งทำให้การเล่นกีฬาชนิดนี้แล้วเมื่อยขาหรือปวดขากลายเป็นเรื่องธรรมดาๆไปเลย วิธีที่เซฟที่สุดคือการวอร์มอัพก่อนเล่นดีๆ วอร์มให้พอเหมาะกับร่างกายและระดับความสามารถ ทั้งความสามารถของร่างกายกับระดับความสามารถในการเล่นเสก็ตด้วย ดังนั้นท่าวอร์มอัพหรือ off-ice บางท่าไม่จำเป็นต้องทำนะ เพราะหลายๆท่าต้องอยู่ในความควบคุมของผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้เท่านั้น (ก็พวกที่ต้องใช้เวทอะ) ฝึกการทรงตัว (Balance) ส่วนอันสุดท้าย เราว่าน่าจะอยู่ในกลุ่มการฝึกการทรงตัวนะ ซึ่งมี Sport Cord – อุปกรณ์จะคล้ายๆยางยืดยาวๆอะ ต้องมีคนช่วยนะ (รึไม่ต้องวะถ้าหาอะไรมาหนีบอีกด้านได้ อิอิ – ตามแบบฉบับของคนที่ไม่มีปํญญาจะจ้างโค้ชมาดูแลส่วนนี้ให้ไง)
Special Equipment - ทำยางยืดที่ว่านี่เองมั้ย ก็แค่เอายางรัดของนี่ล่ะหลายๆเส้นต่อ 1 ข้อมาคล้องต่อกันเหมือนทำยางกระโดดน่ะแหละ เอายาวสักเมตรกว่าๆก็พอ ให้ข้างนึงเอาให้มันพันกับเสาได้สักรอบแล้วอีกข้างก็พันข้อเท้าได้สักรอบ ถ้าคิดว่าจะทำคนเดียวแบบไม่มีคนจับให้อะ ถ้ามีคนจับให้แล้วดันทำยางมาสั้นๆจะไปเตะโดนเค้าเอาน่ะสิ เว้นแต่ว่าอยากเตะคนอยู่แล้ว เอ๊ย ไม่ใช่ๆ!! - ไม่ดี ไม่ดีเดี๋ยวเค้ารู้ทัน อิอิ (นอกจากจะไม่มีปัญญาจ้างโค้ชแล้วยังไม่มีปัญญาจะซื้ออุปกรณ์ที่ว่ามาอีกต่างหาก แต่เอาวะ เพราะแค่ค่ารองเท้าก็หมดตูดแล้วว่ะ ไม่กี่หมื่นเอ๊ง!! T-T) ตัวอย่างโปรแกรมออกกำลัง (Sample off-ice Program)
ปล.1 กรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชมด้วย!! เพราะถ้าคิดจะเป็นนักเสก็ตจริงๆเนี่ยอย่างกนะเว้ย บอกไว้ก่อนเลยไม่งั้นจะได้ดับก่อนรุ่ง ปล.2 ท่าไม่ได้มีแค่นี้แต่บางอันเราอ่านไม่เข้าใจ บางอันก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นที่จะต้องทำหรือมันเป็นท่าเฉพาะจริงๆที่ไปลงเป็นคลาสเอาจะดีกว่า และโปรแกรมพวกนี้โค้ชหรือทีมงานของนักเสก็ตเค้าจะจัดให้เป็นรายบุคคล แน่นอนว่าโปรแกรมจะไม่เหมือนกันทุกคนเสมอไปอะ เลยลงให้คร่าวๆนะ ก่อนจะไปเสก็ต 3 – เรื่องควรรู้เกี่ยวกับรองเท้าและเบลดรองเท้าเสก็ต รองเท้าเสก็ตลีลาหรือ ฟิกเกอร์เสก็ตจะมี 2 แบบนะ
การเลือกเบลด เบลดคือแถบเหล็กบางๆยาวๆด้านหน้ามีฟันหยักๆ (ที่ทำเราไม่หัวทิ่มเพราะสะดุดฟันมันก็หงายหลังเพราะไปเหยียบหางเบลดตัวเองนั่นแหละ) ที่ติดอยู่ใต้รองเท้าเสก็ตที่เรียกว่า “บูท” ซึ่งอันนี้เนี่ยไม่มีศัพท์ไทยบัญญัตินะ ถ้ามีคงแปลกๆพิลึกๆเอาเป็นว่าทั้งงานเราจะเรียกชิ้นส่วนนี้ที่ทำให้เราโลดแล่นบนลานน้ำแข็งว่า “เบลด” ตลอดงานเลยแล้วกันนะ ยี่ห้อที่นิยมที่สุกมี 2 ยี่ห้อ คือ John Wilson กับ Mitchel King (MK-ไม่ใช่สุกี้นะเว้ย อย่าเข้าใจผิด) ส่วนการเลือกซื้อนั้นต้องดูอะไรบ้าง?
สรุปให้เลยแล้วกันว่าระดับไหนควรจะใช้แบบไหน เฉพาะ 2-3 ยี่ห้อ หรือจะดูชาร์ตเอาก็ได้นะ เบลด - MK Blade, Ultima บูท – SP-Teri, Reidelle, Harlick, Jackson (มันแยกไม่ชัดอะว่าระดับไหนควรจะใช้อะไร) รูปของหัวข้อ ก่อนจะไปเสก็ต 1 – อะไรที่ต้องมี รูปนี้รวมทั้งรองเท้าและเบลดทุกยี่ห้อเลยไปดูเอาเองนะว่ามียี่ห้ออะไรมั่งน่ะ เพิ่มเติมอีกนิด
** อยากได้ค่าโฆษณาอะ ** อิอิ การลองรองเท้าก่อนจะซื้อและการใส่รองเท้า ลานที่สำโรงเห็นเด็กบางคนเล่นก็เก่งแล้วนะยังให้พ่อแม่ใส่รองเท้าให้อยู่เลย แต่จริงๆควรจะใส่เอง ให้ผู้ปกครองช่วยดึงให้เวลาที่เชือกไม่ตึงหรือดูหลวมๆยังจะดีกว่านะ เพราะเวลาดึงเชือกรองเท้าต้องดึงเข้าหาตัวเราจะง่ายกว่า แน่นพอดีกว่าให้คนอื่นดึงให้ด้วย ตอนที่ใสรองเท้าเนี่ยวางเท้าให้ตั้งตรงก่อนนะค่อยผูกเชือกและเวลาผูกจะผูกที่ช่วงตัวรองเท้าแน่นกว่าข้อ ปลายเท้าเราที่อยู่ในรองเท้าจะกระดกขึ้นลงได้แต่จะหมุนเท้าไปมาไม่ได้นะถ้าหมุนปลายเท้าเป็นวงได้หมายถึงว่าอันตรายนะ เท้าจะลื่นเวลาเล่นหรือเกร็งซึ่งจะทำให้ปวเท้าเอาง่ายๆน่ะสิ อ่อ รองเท้าเสก็ตเนี่ยความยาวจะต้องพอดีกับเท้านะ ใส่แล้วนิ้วเท้าต้องไม่งอและไม่เหลือที่ทั้งหัวรองเท้าและส้นรองเท้า เว้นแต่ว่าถ้าเป็นเด็กเนี่ยคนขายที่ชำนาญจะเผื่อให้อีกนิดเพราะเด็กเท้าจะโตเร็ว Break in คืออะไร? Break in คือการปรับสภาพรองเท้าเสก็ตให้เข้ากับเท้าของเรา(และหายเจ็บซักที) ซึ่งเวลาที่เราซื้อรองเท้ามาใหม่ๆเนี่ย หนังมันจะยังแข็งอยู่และก็เป็นรูปตามแม่แบบที่เค้าทำมา นั่นแหละที่ทำให้เจ็บนรก... ส่วนวิธีปรับสภาพรองเท้าก็มีทำกันหลายวิธี
อ่อ ที่สำคัญอย่าลืมจดด้วยว่าเราใช้เวลาในการปรับสภาพรองเท้า (ให้มันซี้กับเท้าเราได้เร็ว) แค่ไหนด้วยเพราะเวลาที่จะเปลี่ยนคู่ใหม่จะได้รู้ว่าควรจะเปลี่ยนก่อนแข่งกี่วัน (อันนี้ไม่แนะนำให้เปลี่ยนก่อนแข่งนะ ควรจะใช้มาสักพักมากกว่า แต่เผื่อให้เวลาฉุกเฉินที่รองเท้าเก่าดันมาป่วยก่อนแข่งพอดี) ปล. ที่เรางงคือ เวลาปรับสภาพบางตำราบอกว่าให้ย่อเข่าเยอะๆแต่บางตำราห้ามทำ ตกลงมันยังไงวะ แต่ถ้าวิธีเราคือใช้แบบปกติที่สุดเพราะเราต้องทำแบบนั้นอีกนาน (มีเหตุผลพอมั้ย)
การดูแลรักษารองเท้า
ขอพูดถึงเรื่องการติดเบลดก่อนนะ เวลาที่ติดเบลดครั้งแรก (ถ้าซื้อแยกกันมา) เค้าจะติดให้ไม่ครบทุกรูให้เราใส่ไปลองเล่นดูก่อนเพื่อให้เบลดมันอยู่ในตำแหน่งที่อยู่กลางเท้าเราที่สุดซึ่งแต่ละคนก็มีเส้นกลางเท้าที่อาจจะไม่ตรงกับตะเข็บรองเท้าที่อยู่ที่หัวรองเท้าเสมอไปนะ และเท้าแต่ละข้างก็ไม่ได้มีเส้นกลางเหมือนกันด้วยนะ ส่วนเวลาเอาไปลองใช้หาศูนย์กลางเบลดก็แค่ใส่แล้วลงไปวิ่ง Crossover ทั้งไปข้างหน้าถอยหลังและทั้ง 2 ด้านด้วย จะลองหมุนเบาๆด้วยก็ได้ ใช้ 3-4 ครั้งก็เอาไปติดน็อตเพิ่มได้ แต่อย่าตกใจไปถ้าเค้าก็ยังติดน็อตให้ไม่หมด เพราะว่าจะเหลืออีกรูสองรูเผื่อเวลาปรับหรือเปลี่ยนเบลดใหม่ (แต่ส่วนมากก็เปลี่ยนยกเซ็ท เพราะว่ามันก็พังไปพร้อมๆกัน) เรื่องเปลี่ยนเบลดใหม่แต่รองเท้าเดิมก็ไม่ค่อยนิยมนะ เพราะรองเท้าที่เป็นรูแล้วติดเบลดใหม่เข้าไปก็มีโอกาสโยกเยกอยู่ดี โดยเฉพาะถ้าทำท่า เบลแมนสปิน (Beillman Spin – เบลออาจหลุดติดมือมาได้... อิอิ) แล้วก็รองเท้าเดิมเนี่ยเปลี่ยนได้แค่สองครั้งนะ ถ้าเบลดดันพังเร็วกว่ารองเท้า (เล่นยังไงวะ) จะใส่อันที่ 3 เนี่ย เปลี่ยนคู่ใหม่เถอะไม่งั้นคนเล่นอาจจะเดี้ยงถาวรได้!!
หลังใช้ก็เช็ดเบลดให้แห้งนะ ไม่ควรเก็บรองเท้าเข้าล็อกเกอร์เพราะในล็อกเกอร์จะชื้นและอากาศไม่ถ่ายเท แน่นอนว่ารองเท้าจะขึ้นรา... (แต่ชั้นเก็บเข้าล็อกเกอร์ประจำ ก็ขี้เกียจแบกกลับนิ หนัก... – ไม่ควรเอาอย่างนะ ;D) กลับบ้านอย่าลืมเอาออกมาตากด้วย ดึงเชือกออกหลวมๆให้ลิ้นมันแลบออกมาได้จะได้แห้งเร็วๆ ตากในที่ร่มนะ ถ้าเอาไปตากแดดหนังรองเท้าจะแห้งแข็ง เดี๋ยวจะเจ็บเอาง่ายๆ...
การดูแลรักษาเบลด
หลังจากเล่นเสร็จแล้วเอานิ้วปาดน้ำแข็งออกด้วย เช็ดให้แห้ง เช็ดตามตัวน็อตด้วยนะ อีพวกนั้นแหละสนิมขึ้นง่ายนักแลกลัวไม่แห้งจะตากไว้อีกหน่อยก็ได้แล้วถ้าแน่ใจว่าแห้งแล้วก็ใส่กา(ร์)ดที่เป็นผ้าไว้ซะ อย่าเก็บใส่กา(ร์)ดแข็งเพราะมันเก็บความชื้นแล้วยังฝุ่นเข้าง่ายด้วย เค้าเอาไว้ใส่เวลาเดินในลานเบลดจะได้ไม่ทื่อง่าย แล้วก็ทำความสะอาดกา(ร์)ดแข็งนี่บ่อยๆด้วยนะ เรื่องการลับเบลดเนี่ยเอาไปลับเมื่อรู้สึกว่ามันเริ่มเกาะพื้นไม่ค่อยอยู่แล้ว (ไม่ต้องรอให้หัวทิ่มก่อนนะค่อยเอาไปลับอะ) อย่าไปลับเบลดจากพวกเคริ่องลับเบลดอัตโนมัติ (ที่อเมกาคงมีเครื่องนี้มั้ง แต่ของเมืองไทยต้องให้คนลับให้อยู่ดีนั่นแหละ ครั้งละ 100 บาท) อยู่เมืองไทยไม่มีเครื่องลับก็ไปพี่ที่ร้านโปรช็อบเค้าทำให้ บอกเค้าจะเอาคมแค่ไหนร่องเบลดเอาลึกมั้ยบอกเค้าได้นะ (เอาแบบคมที่เราเล่นได้ด้วยนะไม่ใช่ลับเสร็จลงไปในลานกระดิกไปไหนไม่ได้ อันนั้นจะพาเอาเจ็บตัวมากกว่า) เวลาที่ควรจะลับเบลดโดยเฉลี่ยนะ ก็อยู่ที่ 20-60 ชั่วโมง แล้วแต่ความบ่อยถ้าอย่างแบบไม่บ่อยเลยก็ลับทุกๆ 2 เดือน (ถ้าเล่นไม่บ่อยนะ หรือว่าไม่ค่อยได้เล่น) และก็ควรจะลับเบลดก่อนแข่งสัด 1 อาทิตย์ด้วยนะ
ดูรูปประกอบได้ในอัลบั้ม "เบลด" นะ ก่อนจะไปเสก็ต 2–การเรียนเสก็ต เลือกลานและโค้ชไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรถึงมีปัญหากับคนที่เป็นครูตลอด ตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลแล้ว มาเรียนขี่ม้า เรียนเสก็ตก็ยังมีเรื่องกับคนสอนอยู่ แต่ยังไงซะเอาเป็นว่าเพราะชั้นชอบมีปัญหากะครูหรือผู้ฝึกสอนอยู่แล้ว เลยทำให้เราชอบหาข้อมูลเอง เรียนรู้เอง บ่อยๆที่ฝึกเองด้วย (จึงเป็นที่มาของการทำเว็บเสปซอันนี้ – ตอกย้ำถึงจุดประสงค์จะได้ไม่นอกเรื่อง... อิอิ) แต่แน่นอนว่าพื้นฐานก็ต้องมาจากการเรียนก่อน เพราะยังไม่รู้อะไรเลยเนี่ยจะไปหาข้อมูลได้ยังไง จริงมั้ย ความปลอดภัยในลานเสก็ต น่าสนใจดี ออกประมาณกฎมาตรฐานการเล่นเสก็ตในลาน
กฎทั่วไปของลานที่จะมีเหมือนๆกัน คือ จะเดินกันเป็นวงไปทางด้านซ้าย หรือ ทวนเข็มนาฬิกา ไม่แกล้งกัน ไม่เดินเรียงแถวกันเป็นหน้ากระดาน (ชั้นเล่นประจำว่ะอันเนี้ย.. อิอิ ก็แหมเล่นเวลาไม่มีคนกับตอนที่คนน้อยๆน่ะ... อยากเล่นแบบนี้ไปสำโรงเว้ยเพราะไกลจนคนไม่อยากไปกัน...) ไม่ดื่มหรือกินบนลานเสก็ต (ถ้าออกจากลานมาคาบไปเคี้ยวในลานเนี่ยจะอนุญาตมั้ย!! – เหมือนตัวอะไรสักอย่างว่ะ.. อิอิ) ไม่เล่นตัดลานเพราะส่วนตรงกลางจะเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนการสอนเสก็ตที่มีกรวยตั้งเป็นเขตกั้นไว้ ถ้าไม่สนใจก็อาจเจอท่าฟลายอิ้งตัดหัวอะไรแบบนั้น.. –Flying Camel Spin- หรือถ้าโชคดีหน่อยก็จะมีหลุดออกจากโซนเรียนไปหาเอง ก็รอรับดีๆนะ อิอิ และทำตามคำแนะนำของผู้ดูแลลาน (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าช่วยอะไรได้มั่ง..?? –หมายถึงในเมืองไทยนะ อิอิ-) ซึ่งลานก็จะมีกฎระบุไว้ที่ทางเข้าอยู่แล้วก็ต้องคอยอ่านด้วยเหมือนกันนะ ถ้าคนที่เพิ่งหัดเดินก็ควรจะเดินชิดขอบลานและพยายามอย่าวิ่ง ไม่ลงไปเล่นในลานตอนที่รถไถน้ำแข็ง (Zamboni) กำลังทำงานอยู่ (หรืออยากตายก็เชิญย่ะ... แป่ว!! จริงๆถ้าไปขวางการทำงานเค้าอาจจะโดนคนอื่นเขม่นเอาได้ เพราะเสียเวลาและเงินค่าเข้ามาแล้วไง) แต่ปกติเนี่ยใครจะเข้าคงไม่ลืมดูเวลารอบแต่ละรอบที่ลานเค้ากำหนดไว้อะนะ.. ถ้าลานที่สำโรง (Imperial World Ice Skating Samrong) รอบแรกก็จะเปิด 10.00 น. ถึง 14.45 น. และรอบที่สองก็จะเปิด 15.00 น. ถึง 20.00 น. แต่บางวันที่มีซ้อมฮอกกี้ก็จะปิดเร็วกว่าปกติหน่อย บางทีก็มีปิดแบบให้เข้าไปดูได้แต่เล่นไม่ได้ก็มี อย่างช่วงแข่งหรือช่วงที่สมาคมเค้าะจัดสอบนั่นแหละ ก็ลองเช็คดูเอานะ ส่วนที่ The Esplanade เราไม่แน่ใจว่ะ รู้แค่ว่ากรูเล่นอะไรไม่ได้เลยแค่นั้นแหละ เล็กและบัตรแพงโตครๆ เรียกว่าเหมาะกับพวกเบสิกจริงๆที่เกาะขอบหัดเดินเอาน่ะแหละ หรือถ้าพวกเซียนหมุนอย่างคนที่เล่นที่ลาดพร้าวจะหมุนกันเก่งมากไม่ไหลสักกะนิด ก็ยังพอสนุกได้อีกนิด แต่พวกที่มาจากสำโรง และเวิลด์เทรดเก่าเป็นพวกกุ้งเต้น แบบกระโดดเอากระโดดเอา ลานที่ The Esplanade เลยเล็กไปหน่อย ตั้งหลักยังไม่ทันได้กระโดดก็ชนขอบลานไปแล้ว ไม่ก็โดดข้ามไปเลย... (แล้วจะลงมาแลนดิ้งยังไงวะ) ถ้าล้มจำไว้ว่าปล่อยตัวสบายๆไป แค่ระวังหัวกระแทกพื้น อย่าเอามือวางบนพื้นน้ำแข็ง และลุกให้เร็ว ที่เราอ่านเหมือนประมาณว่าถ้าจะล้มก็อย่าเอามือไปยันพื้น ถ้าล้มแรงๆแล้วทำแบบนั้นอาจจะทำให้กระดูกหักได้อะ ถ้าให้ดีก็เล่นระวังๆหน่อยนะ ถ้าเจอคนล้มแล้วลุกไม่ไหว อย่าเพิ่งไปดึงเค้าออกนอกลานนะให้โค้ชหรือคนดูแลลานมาช่วยจะดีกว่า แต่ไม่ได้หมายถึงว่าให้เมินนะ คือเราก็ช่วยเค้าได้คือไปยืนขวางกันคนอื่นมาโดนเค้า แต่ที่เราไม่เข้าใจคือมีนักกีฬาบางคนไม่ค่อยเคารพกฎ เค้ากั้นไว้ก็ยังออกมาวิ่งข้างนอก ไอ้วิ่งข้างนอกน่ะเราก็เข้าใจว่าบางท่ามันต้องตั้งหลักมาหรือว่าวิ่งให้เร็วๆซึ่งถ้าวิ่งในโซนเรียนคงเร็วตายเลยอะ แต่บางคนมันเกินเขตสอนแล้วยังมาเขม่นพวกที่เล่นไม่เก่งเท่าแต่เดินๆอยู่รอบๆเฉยๆก็มี ประมาณว่าแกมาเกะกะชั้นทำไมอะไรแบบนี้ก็มี ก็บอกไว้ให้ทำใจเฉยๆ ขนาดอย่างเราๆที่มีรองเท้ามาเองมันยังโทดว่าเราทำเค้าพลาด แบบไม่ดูตัวเองก่อนด้วยซ้ำ... คนดีๆก็มีอะนะแบบเราและกลุ่มเราไง.. อิอิ สนใจก็มาร่วมกลุ่มกันได้นะ (hi5 Thai Skater) อ่อ แล้วอีกอย่างนึงด้วยนะ.. อย่ายืนคุยหรือเล่นกันในลานเกะกะคนอื่น... (อันนี้เราก็ทำอยู่บ่อยๆนะ แต่ถ้าคนเยอะเราก็หลบไปนอกลานนะเว้ย) เพิ่มเติมอีกนิด และคนที่(คิดว่า)เล่นเป็น เล่นเก่งแล้วก็ดูตรงนี้ด้วยนะ...
เลือกโค้ชจากตำราบางส่วนและจากที่เราไปจ๊ะเอ๋เองด้วย (เซ็งว่ะ) ถ้าจะเล่นแค่เอาสนุกๆก็คงไม่ต้องเลือกโค้ชที่ค่าสอนแพงกระฉูดขนาดนั้น แต่จริงๆก็ควรจะดูความต้องการของตัวเองก่อนว่าจะเล่นแค่ไหนและเราจะทำได้แค่ไหน ง่ายๆคือดูว่า
โอ้ย!! ไม่ได้เป็นโค้ชว่ะไม่รู้แล้ว... และกลัวเข้าตัวถ้าเกิดได้เป็นโค้ชซะเอง (เมื่อไหร่วะ??) ก่อนจะไปเสก็ต1-อะไรที่ต้องมีชุด ชุดที่นิยมใส่เล่นเสก็ต (สำหรับเรานะ คิดว่า...) เสื้อยืดกางเกงวอร์ม(กันน้ำได้รึถ้าให้ดีเอาแบบที่ค่อนข้างหนาหน่อยแต่ไม่อมน้ำอะ) ก็พอแลัวเพราะรู้สึกว่าถ้าใส่ชุดซะเต็มยศแต่ลงมาแล้วสะดุดขอบลานหัวทิ่มเนี่ย คงโดนหัวเราะเยาะเอาน่ะสิ (นอกจากว่าเด็กๆที่โดนพ่อแม่จับมาเล่นเสก็ตทั้งๆที่ยังเดินไม่ค่อยจะได้เลยน่ะ) แล้วรองเท้าลานน่ะไม่นิยมใส่ชุดเสก็ตหรอก.. มันไม่เข้ากันน่ะ โดยเฉพาะถ้ารองเท้าลานเป็นพลาสติกคู่บ่ะเร่งน่ะ ในเมืองไทย.. ถ้าเล่นไม่เจ๋งจริงแต่ดันใส่ชุดเสก็ตมาเล่นเนี่ยอาจจะโดนมองว่า ทุเรดได้นะ เว้นแต่ว่าเป็นเด็กหรือกรณีที่ใกล้แข่งแล้ว ใส่ให้ชินน่ะ ถ้าเล่นพอใช้ได้แล้วหน้าด้านๆหน่อยจะเอาชุดเสก็ตมาใส่ก็ได้นะ แต่หาชุดเสก็ตยากหน่อยนะถ้าอยู่ในเมืองไทยน่ะ (เราก็รับทำอะนะ เป็นงานสั่งทำ) พอเล่นได้ใส่เป็นเสื้อยืดกับกระโปรงเสก็ตก็โอเคแล้วล่ะ ดูดี แต่ขอบอกว่าถุงน่องไม่ใส่ไม่ได้นะคะ ถ้าจะลงแข่ง.. ชุดที่จะใส่ก็ออกแบบตามเพลงซะมากกว่าเพราะเพลงมักจะมาต้งแต่ตอนซ้อมแล้ว แต่จริงๆก็คิดธีมไว้ได้เลยตั้งแต่เลือกเพลงหลักได้แล้ว โดยชุดที่จะใช้ควรสั่งล่วงหน้าไว้อย่างน้อยที่สุด 3-4 เดือนเลย เพราะถ้าร้านไม่ติดคิวก็อู้งาน!! จริงๆนะ น้อยนักที่ร้านจะทำให้ตรงเวลา โดยเฉพาะคนที่อยากได้ชุดงามๆเล่นปักซ้าาา (จนร้านถามว่าน้องจะไปเล่นลิเกเหรอ! น่ะแหละ) ถ้าสั่งตัดแล้วก็ช่วยคอยโทรจิกช่างด้วยนะจ๊ะ ว่าถึงไหนแล้ว ถ้าให้ดีเข้าไปดูเองเลยเพราะถ้ายังไม่เสร็จเราก็ยังปรับเปลี่ยนได้อยู่ รึบางทีร้านเค้าขึ้นโครงมาแล้วก็ขอเค้าลองใส่ดูเลย แล้วก็คอยแวบเข้าไปดูเป็นระยะ (แนะนำว่าถ้ามันเป็นทางผ่านแล้วมั่นใจว่าช่างอยู่ตลอดก็ควรจะเข้าไปดูแบบไม่ต้องโทรไป.. แอบชั่ว.. ดูดิ๊ว่าทำให้เราอยู่มั้ย รึพอเราออกจากร้านก็โยนงานเรากองทิ้งไว้เลย พอโทรตามค่อยหยิบมาทำ-ประสบการณ์แย่ๆแบบนี้มีเยอะอะ เพราะเราดันเจือกเรียนแฟชั่นซ้า) อ่อ นัดเวลากับช่างล่วงหน้านานๆด้วยเพราะเผื่อเอามาใส่ซ้อมแล้วชุดมีปัญหา.. มีแน่นอนนะ ขอบอก.. ไอ้ปัญหาเล็กๆน้อยๆก็พอถูๆไถๆได้ก็แล้วไป แต่ถ้าเกิดปัญหามันเกิดแบบเล่นบางท่าแล้วชุดขาดต้องรื้อทำใหม่อะไรแบบนี้จะยุ่งเอานะ (โดยเฉพาะถ้าไม่ได้ทำกระโปรงแบบคนปกติเค้าน่ะ-แบบแหว่งมั่งแหลมๆโค้งๆมั่งประมาณนั้น) ถุงน่องเสก็ต ถุงน่องเสก็ตมีหลายแบบแต่ที่เหมือนๆกันคือจะทอมาหนาเป็นพิเศษให้ขาอุ่นและก็กันขูดพื้นได้นิดหน่อย - เวลาที่ลานเรียบๆนะ แล้วคู่นึงไม่แพ้ง ไม่แพง เกือบ พันนึง เอง... ของผู้ชายไม่ต้องห่วงเค้านัก เพราะแทบจะเรียกว่าใส่ง่ายทั้งชุดตอนซ้อมและชุดตอนแข่ง แค่เสื้อกับกางเกงวอร์มที่มีขายเกลื่อน... เล่นจนขาดก็ไปซื้อใหม่!! ถุงน่องที่ใช้เล่นเสก็ตโดยเฉพาะมอยู่ 4 แบบ Footed จะเป็นถุงน่องที่หุ้มแค่เท้าอยู่ข้างในรองเท้าบางทีทำให้คนที่ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเสก็ตมองว่าชุดโป๊ได้อะสิ (ไอ้ทะลึ่ง ไม่รู้อย่าเจือกมาด่า) แบบ Stirrup จะหุ้มข้อรองเท้าและติดที่ใต้รองเท้าได้ ตอนนี้ไม่เห็นแล้วอะ เว็บนอกก็ไม่มีอะ แต่ที่โปรช็อบที่สำโรงเค้าบอกเคยขายแต่ลูกค้าไม่ชอบเลยไม่เอามาแล้ว เค้าบอกเจ็บเท้า ก็เค้าใส่ทับรองเท้านี่ไม่ได้ให้ใส่ในรองเท้า แบบ Footless จะหุ้มแค่ข้อรองเท้าแต่เห็นบางคนดึงลงมาถึงส้นเลย คงเพราะหลุดง่ายน่ะดิ แต่ใส่แล้วดูประหลาดๆหน่อยนะ จะเป็นกางเกงก็ไม่ใช่ ถุงน่องก็ไม่เชิงอะไรแบบนั้น และแบบสุดท้ายเป็นแบบ Over Boots อันนี้จะหุ้มทั้งรองเท้าเลย ของเราแอบขาดกะจุยไปตั้งแต่วันแรกเช่นเดียวกัน จะใช้ต้องเรียกว่าค่อนข้างโปรเลยทีเดียวไม่งั้นสำรองไว้ได้เลย 3-4 คู่ แพงงงงง... สรุปให้นะว่าต้องเอาอะไรไปมั่ง
สำหรับคนที่มีรองเท้ามาเอง
อุปกรณ์เพิ่มสำหรับบางคนและบางทีติดจนเป็นนิสัย เรียกว่าไม่มีไม่ได้
Advertising: FD2rFS my own brand เข้าไปดูผลงานเราได้ที่ http://fd2rfs.multiply.com/ มีไม่เกี่ยวปนๆ ด้วยแต่เราว่าไอ้ที่ไม่เกี่ยวน่ะมันเป็นเรื่องดีๆไง เลยไม่เอาออก
ปล. รูปที่เอามาขึ้นให้วันนี้ เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นและไม่จำเป็น ก็คิดเอาเองว่าอะไรจำเป็นแค่ไหนอะนะ การแข่งขันต่างๆ-เท่าที่ชั้นรู้-มั้ง!!การแข่งขันต่างๆ
ระดับในประเทศ ของไทยมีอยู่แค่การแข่งขันเดียวคือ Skate Thailand ของสมาคมฯจัดแต่กฎน่าจะอิงมาจากของ ISU นะ ระดับประเทศ · เอาสนุกๆมักจะเป็นการแข่งขันภายใต้กฎกติกาของ ISI ซึ่งให้เหรียญง่าย ตามวัตถุประสงค์ของสมาคมที่เน้นให้คนหันมาเล่นเสก็ตน้ำแข็ง สนับสนุนการเล่นเสก็ตแบบครอบครัว ไม่จำกัดอายุและระดับการแข่งขัน o Skate Hong Kong, Skate Singapore, Skate Malaysia, Skate Indonesia, etc. เห็นแล้วก็แปลกๆว่ะ เพราะว่าเวลามีรายการพวกนี้คนไทยมักจะไปแข่งกับเค้าด้วย แต่พอเป็น Skate Thailand กลับมีแต่คนไทย!! ทั้งคนไทยที่เล่นเสก็ตในต่างประเทศ คนไทยที่เริ่มเสก็ตในประเทศแล้วไปต่อต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งคนไทยที่เล่นในเมืองไทยอยู่แล้ว – ไม่มีปัญญาไปเล่นที่อื่น... (รึเปล่า) o Skate Asia ขอบอกว่าโคตรเอเชียอะ ไม่มีคนญี่ปุ่นมาแข่งด้วยนะ และอีกหลายประเทศในเอเชียที่ไม่ได้มาด้วย แต่เล่นเสก็ตเหมือนกัน (มั้ย??) · แข่งเล่นๆหาเงินของนักเสก็ตน่าจะเป็นประเภท Four Continent เพราะดูแล้วเหมือนเอามาแค่ตัวแทนเพียงคนเดียวจากแต่ละโซนในแต่ละประเภทการแข่งขัน ซึ่งถ้าเป็นการแข่งขันจริงๆจังเนี่ย คนแข่งจะมาเยอะกว่านี้ แล้วดูเค้าแข่งกันแบบสบายๆด้วย เลยคิดว่าคงเหมือนหารายได้มากกว่า จริงๆแข่งรายการไหนก็ได้เงินกันนะ ยกเว้นเมืองไทยบ้านเราที่ เก่งแค่ไหนก็จ่ายเอาเอง!
ระดับประเทศแบบซีเรียสๆ โอลิมปิก – ทุกๆ 4 ปี ใน Winter Olympic รายการย่อยรายปี – World Cup, Grand Prix, Cup of Russia, Skate Canada, Trophee League, etc. อาจจะมีรายการที่ย่อยกว่าคือ แบ่งเป็นระดับเลย อย่าง World Junior, Junior Grand Prix อะไรแบบนี้
ถ้าจะนับแต่ในเอเชียนะ ของ ISI – เสก็ตมาเลเซีย, เสก็ตฮ่องกง เสก็ตอินโดนีเชีย เสก็ตฟิลิปินส์ ก็ประมาณว่าของแต่ละประเทศจัดแข่งกันแบบสนุกๆ (และเอาเงินกันสนุกเลยด้วยเหมือนกัน ชั้นเลยไม่แข่งไง เปลืองเงิน) แข่งทุเรดยังไงก็ได้เหรียญ (อาจจะโดนโห่ ถ้าเล่นไม่ดีจริงๆ) ของ ISU – ก็จะมีพวก Asian Junior, Asian Winter Games มีไรอีกไม่รู้แล้วล่ะแต่น่าจะไม่เยอะ เดี๋ยวนี้ ฮ่องกงก็เริ่มใช้ข้อบังคับรึระดับการแข่งแบบ ISU มาใช้แล้วนะ แต่จีนเนี่ยน่าจะมานานแล้ว... ไม่งั้นคงไม่มีนักเสก็ตจีนที่ไปโอลิมปิกเยอะแบบนั้นเหรอกนะ สมาคมเสก็ตทั่วโลกสมาคมระดับนานาชาติ ซึ่งจัดเป็นมาตรฐานของสมาคมเสก็ตทั่วโลก
ข้อมูลจาก Frogs on Ice Skate Web กฎกติการการแข่งขัน การสอบกฎกติกาการแข่งขัน กฎกติกาการแข่งขันนับช่วงไม่เป็นเหมือนกัน อ่านแล้วงงอะ แต่คงบอกเอาคร่าวๆว่าเค้าพูดถึงเรื่องอะไรบ้างแล้วกัน – ไม่ได้ทำงานในสมาคมเสก็ตนะ จะให้รู้ขนาดนั้นคงไม่ใช่แล้วล่ะ ไปเอามาลงแบบนี้จะมีใครว่ามั้ยเนี่ย เพราะระดับการแข่งขันขนาดนั้นจุกจิกว่ะ + ไม่ได้อยู่ในประสบการณ์อะนะ มันเป็นกฎการแข่งขันระดับอาชีพ คือ เราจะไม่เข้าใจกฎของเค้า เลยไม่อยากแปลอะ มันอธิบายไม่ถูก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเปลี่ยนระบบให้คะแนนอะไรไม่รู้ซึ่งอันนี้เค้าไม่ให้เปิดเผย แต่เราไปเจอกฎการแข่งขันของ ISU ปีก่อนๆ มันก็มีการให้คะแนนอยู่ในนั้นด้วยอะนะ แต่ก็อ่านแล้วงงอีกเช่นกัน... เค้าจะมีประชุมสำหรับโค้ช อันนี้คนนอก คนไม่เกี่ยวข้อง หมดสิทธิ์ล่ะจ้ะ แน่นอนว่าอีชั้นก็ไม่ทราบเช่นกัน... ถ้าได้เป็นโค้ชก็รู้ไปแล้วว่ะ อิอิ ข้อมูลที่เค้าเปิดเผยอะมักจะเป็นพวกข้อมูลเก่าที่อ้างอิงได้หรือยังใช้อยู่แค่บางอย่าง ส่วนอันที่อัพเดทสุดๆน่ะ ไม่เปิดเผยหรอก... นอกจากคนในสมาคม กรรมการ โค้ช อะไรประมาณนั้น หรือนักกีฬา-เสก็ตเป็นอาชีพประจำ ที่จะต้องรู้ เพราะฉะนั้นที่เราไปเอามาน่าจะเป็นอันเก่าของ ISU นะ เค้าพูดถึงเรื่องประวัติสมาคม กฤกติการการแข่งขัน ท่าบังคับและรายละเอียดของแต่ละประเภท (อันนี้ล่ะที่งง เพราะช่วงปีมันซ้อนกัน) เรตคะแนนว่ามาตรฐานเท่าไหร่ +/- อีกเท่าไหร่ ขนาดลานมาตรฐานที่ใช้ อันนี้อยู่ที่ 60 X 30 เมตรแต่ห้ามเล็กกว่า 56 X 26 เมตร รายละเอียดเกี่ยวกับเพลงที่ใช้แข่ง ระยะเวลาในการอบอุ่นร่างกาย ทั้งหมดนี้คือที่จะมีอยู่ในกฏนี้ แต่บางอันก็จะมีระบุในรายละเอียดการแข่งขัน ซึ่งจุกจิกโคตรไว้จะมาอัพให้ในส่วนของการแข่งขันอีกที การสอบ-แต่ละสมาคมไม่เหมือนกันนะ ไว้จะมาลงให้นะ--ถ้าไม่ลืม และ หาข้อมูลได้มากขึ้นๆ กรรมการเค้าดูอะไรบ้าง
ในการแข่งขันจะแบ่งคะแนนเป็น 2 ประเภท แต่เอามารวมกันนะ
1. ด้านเทคนิค สิ่งที่เป็นจุดให้คะแนนคือ
· ความยากของท่า ตอนชั้นแข่งใช้ท่าเอ็กเซลจั๊ม แต่ดันล้มก็เลยงงว่า แค่ท่ายากถึงจะพลาดก็ยังได้คะแนนเยอะกว่างั้นรึ แต่จากที่แอบเห็นในกฎ ISU ที่โหลดมาคือ ถึงคะแนนจะเยอะ แต่ก็โดนหักเยอะด้วยเหมือนกันนะ เพราะเราดูคลิปโอลิมปิกของซาช่า โคเฮ่นที่แกเล่นท่ายากเยอะ แต่พลาดไปทีนึงก็ยังแพ้ชิซูกะ อารากาว่าที่เล่นท่าสุดจะธรรมดาแต่พลิ้วและไม่มีสะดุดเนี่ย ทางที่ดีเลือกท่าที่เราทำได้คล่องๆดีกว่านะ รึถ้าจะเล่นท่ายากต้องมั่นใจว่าจะซ้อมได้จนคล่องและชัวร์ก่อนถึงวันแข่ง ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะได้ในเวลาสั้นๆนะ ขอเตือนไว้ก่อน
· ความหลากหลาย คือว่าไม่ใช่ว่าใช้มันอยู่ท่า สองท่าที่ทำได้คล่องๆอย่างเดียวนะ หรือว่าทำแต่ท่าที่เค้าระบุมาในใบกติกาการแข่งขันที่จะได้หลังสมัครแข่งอะ
· ความแม่นยำ คือท่าถูกต้องตามมาตรฐาน เช่น การกระโดดของแต่ละท่ากระโดดจะต่างกัน ตำแหน่งของขาแลเท้าก็ต่างกัน กรรมการจะดูตั้งแต่จังหวะที่เข้า กระโดด กระทั่งลงนั่นแหละ ถ้าเป็นหมุนก็จะดูที่ว่า จังหวะเข้า (คงดูที่เพลงด้วยนะ) การวางท่าในจังหวะที่หมุนอยู่ รอบของการหมุน อะไรประมาณนี้
· ความเร็ว อันนี้น่าจะเป็นภาพรวม แต่น่าจะหมายถึงว่าเข้ากับเพลงด้วยนะ
2. ด้านการแสดงออก
· ภาพรวมที่เข้ากับเพลงที่เลือก น่าจะหมายถึงลีลาการเล่นเข้ากับจังหวะอะนะ
· ความเร็วที่ต่างกัน เช่น ท่อนเพลงช้าก็เล่นพลิ้วๆเนิบๆ ท่อนเร็วก็วิ่งให้เร็วหน่อย
· การใช้พื้นที่ในลานเสก็ต จำเป็นมากที่จะต้องใช้พื้นที่ทั้งลาน เรียกว่าไลน์ต้องไม่ทับกันทั้งเส้น!! วิ่งให้ทั่งลานเลยนะ เหนื่อยว่ะ เหนื่อยแทนเด็กๆด้วย แบบลานเวลาปกตินะมันอึดอัดว่ะ พอแข่งทีนะ ทำไมลานมันใหญ่จังเลยวะเนี่ย...
· จังหวะตรงกับเพลง จะยกตัวอย่างไงดีวะ.. เอาง่ายๆคือ ที่เราดูคลิปสารพัดคลิปเนี่ยเพลงที่ค่อยๆจบเค้าจะจบด้วยท่าหมุนกันน่ะนะ
· ท่าทาง น่าจะหมายถึงลีลานะ
· ความคิดสร้างสรรค์ การครีเอทท่า (รอดูท่าต่างๆที่จะเอามาลงให้คราวหน้านู่น...)
· การแสดงออกที่แสดงถึงความเป็นตัวแสดงตามบทเพลง เหมือนกับเล่นละครนั่นแหละ สวมวิญญาณเป็นตัวละครในบทเพลงที่เอามาไปเลย ถ้าไปเอาเพลงมาจากละครก็งายล่ะค่ะ
ส่วนการสอบ เอาจากประสบการณ์ของเราไปก่อนนะ
จากที่ราสอบๆไปเนี่ย เค้าก็แค่ดูว่าทำท่าที่กำหนดครบมั้ย ถูกมั้ยแค่นั้นแหละ ถ้าเข้าโปรแกรมก็ดูเหมือนแข่งแต่จะผ่อนผันให้มากกว่าเยอะ เรียกว่าแค่ทำให้เข้ากับเพลง ไม่พลาด แค่นั้นก็พอ อันนี้โค้ชจะรู้ดีเพราะฉะนั้นเค้าจะทำโปแกรมที่สอบไม่ยาก ไม่มีท่าอะไรเยอะนอกจากท่าบังคับและท่าที่จะมาเสริมให้ลีลามันมีอะไรมากขึ้นอีกนิด คงไม่มีใครบ้าทำโปรแกรมที่มีแต่กระโดดกับหมุนทั้งเพลงหรอกนะ ตายเลยแบบนั้น แบบไม่ต้องรอจบเพลงก็น็อกก่อนแล้วล่ะ ... ประวัติสากล-คร่าวๆ-ของกีฬาขนิดนี้ในประเทศไทยเนี่ยเราไม่แน่ใจนะว่าเข้ามาเมื่อไหร่ (เพราะเกิดไม่ทัน! 555 เอ้ย ไม่ใช่!) ไว้จะหาข้อมูลมาให้-ถ้าหาได้-แล้วกันนะ ส่วนที่มาของเสก็ตน้ำแข็งมาจากการเดินทางข้ามทะเลสาบโดยมีการพบหลักฐานครั้งแรกในทะเลสาบที่สวิสเซอร์แลนด์ และเชื่อว่าน่าจะเริ่มมัการเสก็ตกันตั้งแต่ 3 พันปี ก่อนคริสตกาล ศตวรรษที่ 17 นักล่าในแถบสแกนดิเนเวียนทำรองเท้าเสก็ตเอง โดยส่วนตัวรองเท้า หรือ บูท ใช้หนังสัตว์ทำส่วนตัวเบลด หรือส่วนใบมีดใต้รองเท้าเค้าใช้กระดูกสัตว์จนกระทั่งปี 1848 กระดูกสัตว์จึงถูกแทนด้วยแผ่นโลหะบางๆ ซึ่งทำให้เคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น ทหารชาวอังกฤษนำกีฬาชนิดนี้เข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเมือง Philadelphia เป็นเมืองแรกที่มีลานเสก็ตเกิดขึ้นในปี 1849 และ 11 ปีต่อมาจึงมีชื่อเป็นทางการใช้มาจนทุกวันนี้ คือ Philadelphia Skating Club ส่วนการทำน้ำแข็งเทียมมีขึ้นในปี 1876 โดย W.A. Parker โดยเค้าทำลานเสก็ตขนาด 24x40ฟุต แต่กว่าจะเปิดให้คนอื่นใช้จริงๆก็ผ่านมาหลายปี จากที่อ่านๆ ดู ที่มาของการเรียกชื่อกีฬานี้ว่า ฟิกเกอร์เสก็ตมาจากคนใช้รองเท้าเสก็ตที่ตัวเบลดทำจากโลหะแผ่นบางๆวาดรูปลงบนน้ำแข็ง บ้างก็เล่นทำเป็นวงต่อกันสองวงต่อเนื่องกันซึ่งดูเป็นรูปเลข 8 เลยเรียกว่า Figure8 กัน (และอาจจะเพี้ยนมาเป็น ฟิกเกอร์เสก็ต หรือเสก็ตลีลา-ในภาษาไทย-จนทุกวันนี้ คือ.. ข้อมูลตรงนี้เอามานานแล้วจนจำไม่ได้ว่าไปเอามาจากไหนและ อ่านกี่ครั้งก็งง เลยเขียนแบบงงๆไปหน่อยอะนะ แต่.. ไว้เก่งอังกิดกว่านี้จะแปลให้ใหม่อีกที...) SKATE THAILAND 2006 RULES & REGULATIONSกฎกติกาตามที่สมาคมฟิกเกอร์เสก็ตของไทยกำหนดมา ไว้จะแปลให้ทีหลังนะ
Figure & Spees Skating Association of Thailand (FSAT) Group A
SHORT PROGRAM (music duration Max. 2.50 mins.) 1. Axel Paulsen or Double Axel Paulsen 2. One Double or Triple Jump immediately preceded by connecting steps and/or by other comparable freeskating movements 3. One Jump Combiantion consisting of Double+Double or Triple+Double 4. Flying Spin (8 revolutions) 5. Ladies: Layback or Sideway Leaning Spin (8 revolutions) Men: Sit Spin with only one change of foot (6 revolutions on each foot) 6. Spin Combination with one change of foot and at least two change of position (6 revolutions on each foot) Thee minimum number of revolutions required in each position is two. in case thisrequirement is not fulfilled the position is not counted 7. Ladies:One Spiral Step Sequence with at least 3 spiral positions with one change of foot Men: One Step Sequence with full utilization of the ice surface straight line, circular or serpentine) 8. Ladies: One Step Sequence with full utilization of the ice surface straight line, circular or serpentine) Men: One Step Sequence of a different nature to 7 with full utilization of the ice surface straight line, circular or serpentine) FREE PROGRAM (music duration Ladies 3:30 mins. Men 4:00 mins.+/- 10 seconds)
1. Maxmum of 7 jump elements for ladies and maximum of 8 jump elements for men, one of which must be an Axel type jump. 2. There must be a maximum of 3 spins of a different nature, onr of which must be a spin combination and one flying spin. In spins the minimum number of revolutions required in a position is 2. In case this requirement is not fulfilled, the position is not counted. The number of changes of foot in the spin combination is optional. 3. There must be a maximum of one step or spiral sequence that fully utilizes the ice surface. A spiral position in order to be counted must be held for at least 3 seconds. Group B FREE PROGRAM (music duration Ladies 3:00 mins. Men 3:30 mins.+/- 10 seconds)
1. Maxmum of 6 jump elements for ladies and maximum of 7 jump elements for men, one of which must be an Axel type jump and there may be up to 3 jump combinations or sequences. Only one jump combination can contain 3 jumps. A jump sequence can contain any number of jumps, but only 2 most difficult jumps will be counted 2. There must be a maximum of 3 spins of a different nature, onr of which must be a spin combination and one flying spin. In spins the minimum number of revolutions required in a position is 2. In case this requirement is not fulfilled, the position is not counted. The number of changes of foot in the spin combination is optional. 3. There must be a maximum of one step or spiral sequence that fully utilizes the ice surface. A spiral position in order to be counted must be held for at least 3 seconds. Group C
SHORT PROGRAM (music duration Max. 2:30 mins.) 1. Axel Jump 2. One Single Jump immediately preceded by connecting steps 3. One Jump Combianation consisting of Single+Single 4. Camel Spin (4 revolutions) 5. Layback Spin (6 revolutions) or Fast Back Scratch Spin (6 revolutions) 6. Ladies: One Spiral Step Sequence with at least 2 spiral position with one chang of foot Men: One Step Sequence (spiral, straight, circular or serpentine line) FREE PROGRAM (music duration 3:00 mins.+/- 10 seconds)
1. Maximum 6 jumps elements (one of which must be a jump combination or sequence of jumps but not more than 3 in total) 2. Maximum of 3 spins, one of which must be a spin combination with at least one change of position. 3. One Step Sequence (spiral, straight, circular or serpentine line) Group D
SHORT PROGRAM (music duration Max. 2.00 mins.) 1. Waltz Jump 2. One-half Jump or One Single Jump 3. One Jump Combianation consisting of Single+Single, Single+half Jump, Waltz + Half Jump 4. One-Foot Spin or Sit Spin (6 revolutions) 5. One Spin (5 revolutions) 6. One Step Sequence (spiral, straight, circular or serpentine line) FREE PROGRAM (music duration 2.30 mins.+/- 10 seconds)
1. Maximum 5 jumps elements (one of which must be a jump combination or sequence of jumps but not more than 3 in total) 2. Maximum of 2 spins 3. One Step Sequence (spiral, straight, circular or serpentine line) Group OPEN SHORT PROGRAM (music duration 1.30 mins.+/- 10 seconds) FREE PROGRAM (music duration 2.00 mins.+/- 10 seconds) There is no limitation of any routines อิน-โทร-ดั๊ก-ชั่น อิอิ;>สเก็ตอาจจะไม่ใช่กีฬาของคนไทยอย่างเราๆ ที่พื้นที่ประเทศอยู่ในเขตร้อน.. แต่เทคโนโลยีตอนนี้ก็ทำให้ประเทศเมืองร้อนหลายๆประเทศได้มีโอกาสเล่นกีฬาของเมืองหนาวบางชนิดได้แล้ว แต่คาดว่าถ้าไม่มีปัญหาโลกร้อนเนี่ย สงสัยว่าเราคงจะได้เล่นสกีภูเขาลงมาจากเลื่อนที่พาขึ้นเขาสูงๆจริงๆสักวันนึงแน่ๆเลย (ว่าแต่ไอ้เรื่องโลกร้อนเนี่ย มันจะเกี่ยวมั้ย--แต่ถ้าจินตนาการของคนทำให้โลกมันมีปัญหาหนักขึ้นล่ะก็ ปล่อยให้มันเป็นจินตนาการต่อไปเถอะ ขอร้องล่ะ) ถ้าไอเดียนี้มีใครคิดจะเอาไปทำให้เป็นจริงล่ะก็ ขอให้ทำให้มันเป็นอะไรที่ส่งเสริมสิ่งๆดีๆให้โลกไปด้วยในตัวแล้วกันนะ
เอาล่ะ เข้าเรื่องกันดีกว่า.. เราเปิดเท่าไหร่ก็ไม่เจอเว็บที่ให้ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับเสก็ตน้ำแข็งเป็นภาษาไทยซักกะที แต่ขอบอกเลยว่าเรื่องที่ลงบางทีแต่ละตำรา หรือจากแหล่งข้อมูลแต่ละที่(เราเชื่อว่า)มันก็มัที่ไม่ตรงกันมั่งอะนะ นอกจากนี้ บางส่วนมากจากการทดลองเองด้วยตามประสบการณ์ที่เราเล่นที่เราฝึกมา เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าเทคนิคใดๆที่ลงไว้จะใช้ได้กับทุกคน!! ไม่ได้ไม่ให้เชื่อนะ แต่คนเรามีการเรียนรู้ที่ต่างกันไปตามความสามารถ ตามไสตล์น่ะ ไม่งั้นคนที่ท่องหนังสือเป็นนกเป็นกาตามตำราที่มีก็เรียนเก่งไปกันหมดแล้วดิ
อ่อ ลืมบอกไปว่าขอลงแต่สเก็ตน้ำแข็งส่วนที่เป็นประเภทลีลา (figure skate) นะ ;> เพราะฮอกกี้เราไม่ได้เล่นน่ะ ความรู้ตรงนั้นเราไม่รู้แล้วไม่อยากให้ข้อมูลแบบบผิดๆ แต่ที่แน่ๆพื้นฐานของฮอกกี้ก็มาจากพื้นฐานเดียวกันหรือใกล้เคียงกับเสก็ตลีลา หรือ ฟิกเกอร์เสก็ตนะ |
|
|