Profil de FD2rFSInteresting knowledge in...PhotosBlogListesPlus Outils Aide

Blog


ลีลาบนลานน้ำแข็ง 4 - ท่าประยุกต์

ท่าหมุนที่มีพื้นฐานมาจากบทที่เกี่ยวกับการหมุนไปแล้ว โดยบทนี้จะเป็นการอ้างอิง และพูดถึงลักษณะของแต่ละท่ามากกว่า แต่ก็จะรวบรวมมาให้อีกถ้าไปเจอท่าแปลกๆ อาจจะมีบางท่าที่เคยเห็นแต่ไม่รู้จะอธิบายยังไง อันนี้ก็จะขอข้ามไปก่อนเหมือนกันอะ

 

กลุ่ม Sit Spin

- Broken Leg Sit Spin ท่านี้อาศัยความแกร่งของขาสูงมากเพราะว่า ขาที่เป็น Free Leg จะงอออกไปด้านข้างและแทบจะขนานกับพื้นแทน

- Cannonball Sit Spin เป็นท่า Sit Spin ที่เหยียดขาออกไป โดยเอามือจับขาข้างที่เป็น Free Leg ไว้แล้วก้มหัวแตะเข่า ท่าจะเหมือนกับปืนใหญ่ไง เลยเรียกแบบนี้ ^^

 

- อีกท่าที่ไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าอะไร แต่จะเห็นเยอะและไม่จัดว่ายากนักสำหรับคนที่หัด Sit Spin มาได้สักระยะ ท่านี้จะช่วยให้ทำ Sit Spin ได้เก่งขึ้นด้วย ท่านี้หมุนจับขาที่เป็น Free Leg ไว้หรือจะวางบนเข่าข้างที่เป็นแกนหมุนก็ได้ แต่จะก้มหัว เอามือสอดขา หรือจะทำอะไรก็ได้ เรียกว่าอิสระไปเลยล่ะ จะเอาไว้เล่นประกอบเพลงเวลาทำโปรแกรมมากกว่า

 

ลีลาบนลานน้ำแข็ง2-หมุน ภาคสอง

ความเดิมตอนที่แล้ว... ได้เขียนเกี่ยวกับการเข้าจังหวะหมุน และท่าหมุนพื้นฐานในระดับแรกๆไปเรียบร้อยแล้วโดยทั้งหมดเป็นท่ายืนปกติ [Upright Spins] แม้ว่าจะมี layback เข้ามา แต่ก็ไม่ได้ทุกคนที่จะอ่อนปวกเปียกม้วนไปข้างหลังจนหัวอยู่ต่ำกว่าก้นขนาดนั้น ง่ายๆคือถ้าลำตัวยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าก้นก็จัดเป็นท่ายืนไปซะ ไม่ว่าจะท่าหมุนใดก็ตาม การเข้าจังหวะหมุนจะเหมือนๆกัน ส่วนของจังหวะเข้านี้ ไปอ่านได้ในตอนที่แล้วนะจ๊ะ ^^
 

ฉบับนี้ เราจะพูดถึงท่าหมุนที่ไม่ค่อยจะปกติกันบ้าง แม้ว่าท่าพวกนี้จะมีการประยุกต์ไปต่างๆนาๆเล็กๆน้อยๆ (เยอะไปมั้ย -_-“) แต่ในที่นี้จะพูดถึงแค่ท่าที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมว่าเป็นท่าที่จำเป็นในการสอบเลื่อนระดับขั้นก็แล้วกัน มาเริ่มกันดีกว่า

 

SIT SPIN

ท่าในตระกูลนี้เป็นท่าหมุนที่จัดว่าง่าย แต่อาศัยความแข็งแรงของขาสูง(มาก) เพราะเป็นท่านั่งหมุน จังหวะนั่งลงไปน่ะ ไม่ยากหรอก แต่ลงแล้วให้ไม่ล้มน่ะยากระดับนึง ยิ่งตอนลุกด้วยแล้วยิ่งต้องอาศัยความแข็งแรงของขาในการลุกขึ้นมาทำจังหวะออกด้วยเนี่ยสิ ท่าประเภทนี้อาจจะมีการปรับให้พิสดารไปจากมาตรฐานไม่มากก็น้อย โดยหลักๆแล้วจะแบ่งเป็น 4 ประเภทคือ

- Forward Sit Spin

- Back Sit Spin

- Sit change Sit

- Flying Sit Spin

ส่วนของการเริ่มก็อย่างที่บอกว่าเข้าไปดูในสอนหมุนภาคแรก ส่วนความแตกต่างของแต่ละท่าคือ สองท่าแรก [Forward & Back Sit Spin] จะต่างกันที่ขาข้าบงที่เป็นแกนหมุนเหมือนกับท่า Scratch Spin น่ะแหละ

ส่วนของการฝึก...

Off-ice

  • ยืนตรงเท้าคู่กันค่อยๆย่อเข่านั่งลงให้ก้นเท่ากับเข่า ค้างไว้สักพักแล้วยืดตัวขึ้นมายืนปกติเหมือนเดิม
  • ขั้นต่อมาเพิ่มที่จังหวะนั่ง ค่อยๆยืดขาออกมาข้างหนึ่ง ค้างไว้สักพัก เก็บเข้าแล้วยืดตัวขึ้นยืน
  • แกร่งขึ้นแล้วก็ลองแบบ เหยียดขาออกไปข้างหน้าค่อยๆย่อเข่าลง หรือจะย่อลงไปก่อนค่อยเหยียดขาไปข้างหน้า เก็บเข้าจังหวะที่เหยียดตัวขึ้น
  • แบบสุดท้ายที่อาศัยความแกร่งกันสุดๆคือ เหยียดขาพร้อมๆกับย่อลงมาจังหวะนั่งและเก็บขาเข้าตอนจังหวะที่เหยียดตัวขึ้นก็ได้

อ่อ อย่าลืมทำทั่งสองข้างนะ ไม่ว่าจะฝึกลำดับไหนก็ตาม ^^

 

On-ice

ฝึหบนลานเสก็ตจากท่า Shoot-the-duck จะเป็นท่านั่งที่เขาอยู่ใกล้กับคาง เรียกว่าพับติดตัวเราเลยแต่ขาอีกข้างจะเหยียดตรงไปข้างหน้า ส่วนการทำก็มีทั้งแบบนั่งลงไปแล้วค่อยเหยียดขา หรือเหยียดขาพร้อมๆกับย่อลงก็ได้ แต่แนะนำว่าทำท่าแรกจะดีกว่า ^^ จะได้ไม่เจ็บเข่ามาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่หมุนได้แล้วและต้องซ้อมพวกท่ากระโดดด้วย ฝึกท่านี้ให้ช่วงที่นั่งสามารถได้ระยะทางที่ไกลขึ้นๆ หรือคุมน้ำหนักให้ทรงตัวได้แล้วมาเข้าจังหวะหมุนกันดีกว่า

จากที่สังเกตมีสองแบบคือเข้าด้วยการเริ่มจาก one-footed spin ขาไม่ไขว้กันนะ ค่อยๆเหยียดออกมาด้านหน้า ยกให้สูงขึ้นพร้อมกับย่อตัวลงมาเป็นท่านั่งเหมือนกับการฝึกท่า shoot-the-duck ที่บอกไปแล้วด้านบน กับอีกแบบคือการลากขาที่เหยียดไปด้านหลังในจังหวะที่หักมุมล็อกหัวจิกเข้าจังหวะหมุน ปัดขามาด้านหน้าพร้อมกับย่อเข่าลงมาเป็นท่านั่ง

ระยะของการย่อของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันนะ ในกรณีของคนที่ฝึกใหม่ๆอาจจะทรงตัวอยู่ยาก ย่อลงได้ไม่เยอะ ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเริ่มทรงตัวได้ หรือขาแข็งแรงขึ้นก็ลองค่อยๆย่อลงมากกว่าเดิมก็ได้ ท่านี้สามารถเรียกคะแนนได้ดีหากลงได้สุด อ่อ แล้วอย่าแปลกใจไปถ้าเห็นบางคนอาจจะมีการฝึกที่แปลกไป เช่น การหมุนเป็น Two-footed Spin แล้วย่อลงมาเป็นท่านั่ง อันนี้ก็ต้องอยู่ที่ว่าตัวเองถนัดแบบไหน แต่จริงๆแล้วหมุน two-footed แล้วเข้าเป็น sit spin น่ะ ยากกว่าเข้าเป็นขาเดียวนะ ^^

 

CAMEL SPIN

ท่านี้อาศัยพื้นฐานหลักๆคือการทรงตัวที่ดี (มากๆ) ส่วนท่านี้ก็มีการประยุกต์ออกไปเป็นหลายๆแบบเหมือนกัน เท่าที่ตำราเค้าเขียนๆไว้มี

- Forward Camel Spin

- Back Camel Spin

- Catch Foot Camel Spin

- Curly Camel Spin

- Camel change Camel

- Flying Camel Spin

ส่วนล่าสุดมี Yu-na Camel (เห็นคนที่โพสใน YouTube เขยนกันแบบนี้อะนะ) เป็นท่าหมุน Camel แสมกับ Layback น่ะ แต่ดูๆแล้วจัดว่าน่าจะยากนรกถ้าหมุนได้ไม่เก่งจริง เอาเป็นว่ามาฝึกท่า Camel ปกิกันก่อนแล้วค่อยไปฝำท่าพิสดารในตอนต่อๆไปแล้วกัน

 

Off-Ice

ท่านี้ต้องใช้ความยืดหยุ่นตัวเล็กน้อย ^^ เพราะฉะนั้นยืดขาให้กางได้เยอะๆดัดหลังให้อ่อนซักเล็กน้อย (ถ้าไม่จำเป็นต้องทำ Layback หุหุ) ระหว่างนี้ที่ยังไม่ได้เอาการฝึกท่าที่ช่วยให้ร่างกายมีความอ่อนตัวมากขึ้นก็จะลงให้คร่าวๆไปก่อน ท่านี้อาศัยขาที่สามารถกางได้เกินมุมฉาก แน่นอนว่าควรจะทำได้มากกว่า 90 เพื่อให้สามารถยกขาให้ท่านี้ออกมาสวยงามได้ จริงๆลองไปดูในส่วนของท่าวอร์มจากบท ก่อนจะไปเสก็ต 4 ก็ได้นะ ล่างๆหน่อยจะมีท่า Spiral บอกไว้อยู่ ถึงจะไม่เยอะ ไม่ละเอียด แต่น่าจะพอนึกภาพออกได้บ้าง ฝึกท่านี้แหละ ทั้งในลานและนอกลาน สำหรับนอกลานคงไม่ยากถ้าจะฝึกให้ยืนท่านั้นได้นานขึ้นทีละนิด ส่วนในลานก็ทำท่านี้เป็นเส้นตรง หรืออย่างน้อยก็คุมเท้าได้บ้าง ^^

 

On-ice

ฝึกจากท่า Spiral ทรงตัวให้ขาที่ยกไม่ตก หรือไม่ขยับขึ้นๆลงๆมากนักแล้วค่อยฝึกเข้ากับท่าหมุน

ส่วนการเข้าเห็นอยู่แบบเดียวนะ เท่าที่เห็นๆ คือ จากจังหวะที่ลากขาน่ะ ลดระดับตัวลงมาจนขนานพื้น ส่วนขาก็ค่อยๆยกขึนไปขนานพื้น เรียกว่าสลับกัน กดลำต้วลงพร้อมกับยกขาข้างที่เป็น Freeleg ขึ้น ส่วนเท้าหักมุมเหมือนทำ Three-turn ในจังหวะที่แรงส่งเข้าจังหวะหมุนเริ่มช้าลงเล็กน้อย จังหวะที่ขึ้นไปแล้วก็ทรงตัวให้ดีๆ โดยน้ำหนักจะทิ้งลงไปที่เบลดด้านนอกมากกว่า ลืมบอกไปว่าเป็น Forward Camel spin นะ (ขาซ้ายเป็นแกนหมุน ส่วนขาขวายกขนานพื้น) ส่วนท่า Back Camel ไว้จะต่อให้นะ แต่จริงๆก็ไม่ได้ต่างกันมาก ลองดูไปก่อนก็ได้นะ เหอ เหอ

 

BACK CAMEL SPIN

ท่านี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ ที่บอกไว้ข้างบนมากนัก จะต่างกันแค่ อย่างแรกคือ ขาที่เป็นแกนหมุนจะใช้เป็นอีกข้าง คือข้างขวา (สำหรับรายที่หมุนทวนเข็มนาฬิกา) และท่าเข้า ที่เรียก Spin Entry ที่เข้าเหมือน Back Scratch ปกติ (เท้าจะเป็นหักมุม เหมือน 3-turn) ส่วนลำตัวกดช่วงเอวลงสวนกับยกข้างที่เป็น free leg ขึ้น

 

โดยปกติแล้ว คนที่ฝึกใหม่ๆจะใช้สันเบลดด้านในเวลาหมุนท่านี้ เท่ากับเป็นการหมุนไปด้านหลัง แต่สำหรับขั้นที่สูงขึ้นจะมีการพลิกเบลดเป็นด้านนอกและจะกลายเป็นหมุนไปด้านหน้าแทน ประโยชน์ของการเปลี่ยนเป็นการใช้สันด้านนอกในการหมุนคือจะช่วยให้ตัวเอนไปด้านหลังเล็กน้อย จะดูสง่ากว่าและยังช่วยให้ความเร็วในการหมุนเพิ่มขึ้นด้วย ในทางกลับกัน ถ้าเป็น Back Camel จะกลับเป็นใช้สันด้านในของขาขวา และทิศของการหมุนจะเป็นการหมุนไปด้านหน้า (ในกรณีที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาปกติ) [Glossary ใน Skate Journal]

ส่วนท่าอื่นๆที่จัดอยู่ในหมวดนี้โพสไว้ในบทท่าประยุกต์

 

จากส่วนนี้ไป ขอเป็นเวอร์ชั่นแปลจากตำราต่างๆให้ไปก่อนแล้วกัน เพราะอีชั้นเองก็เพิ่งหัดและขาดการฝึกซ้อมไปนานนนน อาจจะอีกนานกว่าจะคืนชีพ หุหุ แต่ส่วนของเนื้อหาเพื่อนำมาเป็นข้อมูลยังมีมาให้อยู่เรื่อยๆนะจ๊ะ

 

FLYING SPIN

- Flying Sit Spin มีวิธีการกระโดดอยู่สองแบบคือ แบบเพิ่มจังหวะกระโดเข้าไประหว่างจังหวะเข้าหมุนจังหวะสุดท้าย (แต่เห็นคลิปของเด็กฝรั่งเค้าฝึกใหม่ๆจะใช้วิธีหมุนไปก่อนสักรอบแล้วค่อยสปริงตัวขึ้น) อีกวิธีคือคล้ายๆกับ axel ที่มีการเปลี่ยนขา ซึ่งจะได้เป็น Back Sit ไปแทน ไม่ค่อยมีคนทำนะ แต่จะเห็นในแข่งบ้าง ถ้าสังเกตดูดีๆอะ (แล้วจะบอกละเอียดในบทที่เกี่ยวกับกระโดดให้นะ)

- Flying Camel Spin หลายคนที่หัดท่านี้ก่อนที่จะไปหัด Sit Spin ด้วยซ้ำ เพราะท่านี้ง่ายกว่า (ตรงไหนวะ) จังหวะที่เหวี่ยงตัวจะเข้า Camel นั่นแหละ ที่จะแทนด้วยกระโดด โดยจะเตะขาขวา (หมุนทวนเข็มนาฬิกา) เหวี่ยงขึ้นไปสูงกว่าระดับขนานพื้นหน่อยในขณะที่ขาซ้ายสปริงตัวตามขึ้นด้วย และจังหวะลงจะลงด้วยขาขวาแทน กลายเป็น Back Camel ไป

- Death Drop จังหวะเข้าคล้ายท่า Flying Camel นะ แต่จะบิดตัวกลับลงมาเป็นท่า Back Sit ทันทีที่เท้าขวาแตะพื้น ส่วนวิธีการฝึกขอไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติมก่อน เพราะว่าอธิบายคนที่ฝึกใหม่ๆเข้าใจยากอะ (คนที่เล่นเป็นแล้วจะเข้าใจว่าทำยังไง แต่วิธีการทำเนี่ย ที่ยังไงเราว่ามันต้องมีต่างกันแค่เห็นไม่ชัด)

จุดที่สำคัญของท่าหมุนที่เพิ่มส่วนกระโดดเข้าไปจะต้องไม่ลืมเรื่องการถ่ายน้ำหนักจากขาซ้ายไปขาขวาด้วย (ยกเว้น Flying Sit Spin)

 

COMBINATION SPIN

- Change Footed Spin ไม่มีอะไรมากแค่ทำ one-footed Spin ธรรมดาแล้วเวลาเปลี่ยนขาก็แค่วางอีกข้างนึงลงแล้วยกอีกข้างนึงขึ้น จังหวะที่วางจะเหมือนแล่นไปข้างหน้านิดนึงแล้วบิดเท้าเข้าหมุนต่อ รอยบนลานอาจจะเป็นสองกลุ่มสำหรับมือใหม่นะ แต่สำหรับสอบของ ISIA จะต้องเปลี่ยนกลับอีกรอบด้วย เท่ากับเปลี่ยนเท้าสองรอบ

- Sit change Sit จังหวะเปลี่ยนจะใช้วิธีจิก toe pick ของขาที่จะเปลี่ยนแบบสะกิดเล็กน้อยเพื่อให้มีแรงส่งต่อ

- Camel change Camel เปลี่ยนคล้ายกับ Change Foot ธรรมดาที่บอกไปแล้ว แต่ตวัดขาที่เป็นแกนหมุนขึ้นไปเป็น Free leg แทน จะกลายเป็น Back Camel

- Camel to Sit ท่านี้ไม่มีเปลี่ยน Edge จากท่า Camel แล้ว บิดตัวลงพร้อมกับเหยียดขาไปด้านหน้า (ส่วนมากจะเฉียงๆลง เหมือนบิดตัว) จังหวะที่เปลี่ยนท่านี่ยังไม่แน่ใจว่าทำยังไงให้รักษาระดับความเร็วในการหมุนเอาไว้ได้อะ

- Camel to Layback ไม่เปลี่ยน edge เช่นกัน ทำ Camel แล้วยืดตัวขึ้น ปัดขาข้างที่เป็น Free Leg ไปด้านหลัง จะเหยียด หรือจะงอขึ้นตามความถนัดของแต่ละบุคคล และเอนตัวไปด้านหลังเป็น Layback

นอกเหนือจากนี้ก็แล้วแต่ละบุคคล ขึ้นกับความถนัด ความแข็งแรงของร่างกาย บาลานซ์ หรือกระทั่งกฎการแข่งในรายการต่างๆ

 

 

OFF-ICE & ON-ICE SPIN  

อันนี้ขอนอกเรื่องไปสักนิดนึงว่า เราไปเจอคลิปของนักเสก็ตเกาหลีที่อายุเจ็ดขวบฝึก off-ice แล้วใช้ Spinning trainer แบบที่เป็นคล้ายๆแผ่นพลาสติกพอดีเท้า เราว่าอันนี้ (ไว้จะเอารูปมาให้ดู) มันเหมาะมากสำหรับคนที่หมุนไม่เป็นที่ เพราะมันจะเลื่อนไปตามทางที่เราหมุน แต่มันจะมีอีกแบบที่เป็น วางที่พื้นเฉยๆ (ซึ่งเราเคยลองเล่นแล้ว) เราว่าอันตรายมากถ้าหมุนอยู่กับที่ไม่ค่อยได้ อันนี้มันเหมือนที่เค้าไว้ใช้หมุนลดเอวน่ะแหละ อิอิ ว่าไปฝึกท่าหมุนมีหลายแบบแล้วอต่เราจะถนัด ถ้าเรียนบัลเล่ต์มาใช้ท่าบัลเล่ต์ฝึกก็ยังได้ แค่เอาบาลานซ์ไปก่อน หรือถ้าไม่มีงบ (ตามจุดประสงค์ของเราที่ทำเว็บนี้) ก็ใส่ถุงเท้าหมุนเอา แต่ระวังลื่นนิดนึง (จะใสหมวกกันน็อกก็ไม่ว่าอะไร -_-") ถ้ามันลื่นไปก็ใช้เป็นรองเท้าผ้าเดินในบ้าน ลองเลือกๆดูเพราะมันมีพื้นหลายแบบ เอาพื้นรองเท้าที่เหมาะกับพื้นที่บ้านตรงที่จะใช้หัดหมุนนะ อิอิ แต่นี้ก็ได้วิธีหัดบาลานซ์เวลาหมุนแล้ว  

ส่วนวิธีการฝึก Position ของท่าหมุนให้ดูสง่าก็ไม่มีอะไรมาก ยืนโพสท่าหน้ากระจก แล้วดูว่าเรายืนแบบไหนแล้วสวย ก็ฝึกโพสบ่อยๆเอา ยืนค้างไว้นานขึ้น นานขึ้น แล้วจะชินเอง ได้ทั้งท่า ได้ทั้งบาลานซ์ อิอิ ลองดู

 

จบในส่วนของท่าหมุนแล้วล่ะ นอกเหนือจากนี้ก็จะเป็นท่าประยุกต์ไป แล้วถ้ามีอะไรเพิ่มเติม หรืออัพเดทก็จะมาเพิ่มไว้ตามแต่ละบท ยังไงคงต้องตามกันเองว่าจะมีอะไรเปลี่ยนบ้าง (บางทีอาจจะลืมลงเป็นประกาศนะ)

 

เสก็ตในต่างแดน

ลานถาวร 3 แห่ง ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
Alexandra Palace ที่เกือบจะไปต่อย ผอ จอ กอ ที่พูดจากวนตีนๆ
Streatham Ice Arena ที่ไปแล้วนอยเรยกรู มีแต่คนเก่งเล่น
Lee Valley Ice Center ลานสงบ (แหงดิก็เล่นไปวัน - เวลาที่คนอื่นไม่ไปกันนี่หว่า) ชนิดที่เรียกว่าลานนี้ของข้าคนเดียว มันน่าทำโปรแกรมจังเลยนะเนี่ย แต่ลืมเกลี้ยงเลย ที่เคยแข่งๆไปอะ
ส่วนรูป เหมือนจะใส่เว็บไหนไว้ไม่รู้ ไว้มาลงทีหลังบล็อกเยอะไปไหนไม่รู้ แต่ถ้าเปิดเจอก็... "คุณคือผู้โชคดี!!!" (แค่นี้แหละ -_-")
 
Ice Rink Tour 2 ครั้งกลางดึกฤดูหนาว พร้อมรีวิว เคยเขียนไว้แล้วลองเข้าไปอ่านและดูรูปได้ ไปยังกะทัวร์เก้าวัดยังไงยังงั้นเลยว่ะ
รอบแรก ตะลุยกันแบบเหมือนกลัวตกเครื่องบินเลยส่วนของรีวิว ไม่ได้เขียนไว้แต่ไปรวมสรุปอยู่ในทัวร์รอบสอง
รอบสองไปแบบกระจายวันนะ เพราะทีมทัวร์ไม่ว่างด้วยแล้ว
 
จำไม่ได้ว่าได้เขียนรีวิวรายที่ไว้มั้ย แต่ถ้าไม่ได้เขียนไว้แล้วจำความหลังเมื่อวันวานได้อยู่ ไว้จะมาลงให้ทีหลัง ประทับใจโคตรรร ค่าเล่นแพงนรกแล้วลานแย่มากกกกก

การแข่งขันจากประสบการณ์3

ส่วนคนจะลงแข่งก็ต้องสมัครสมาชิกสมาคมและสมัครสอบวัดระดับไปด้วย ระดับละ 700 แต่ถ้าสอบสองระดับเลยจ่าย 1000 สำหรับกรณีที่ไม่แน่ใจว่าอีกระดับจะชัวร์ว่าผ่านมั้ย ก็คือลงสอบระดับที่สูงกว่าไปก่อน ถ้าผ่านก็ไม่ต้องสอบระดับที่ต่ำกว่าที่ลงสำรองไว้ จำไม่ได้ว่าได้ใบประกาศทั้งสองระดับเลยรึเปล่านะ แต่รู้สึกว่าจะได้ เพราะเราผ่านระดับเดียวง่ะ เพราะระดับที่สูงกว่าไม่ผ่านไปหนึ่ง เซ็งนิดๆ...

ส่วนของการซ้อมก็เฮฮากันไปซ้อมได้เต็มที่มากขึ้นเพราะโปรแกรมเสร็จจากการร่วมแรงร่วมใจกันทั้งน้องทั้งเพื่อนและ... โค้ช... (กรูควรจะระบุชื่อมั้ยเนี่ย ไม่ละกันนะ) เป็นปีที่ซ้อมได้เฮฮามากที่สุด...

กินขนมระหว่างซ้อมยังกับปาร์ตี้ ทุกครั้งที่หมดรอบก็ไปนั่งกินข้าวกันเป็นกลุ่ม แถมเดินโอ้เอ้อีกตะหาก

กลับบ้านดึกมากกกก ครั้งนึงที่กลับถึงบ้านตี 1 ลากเพื่อนกลับมานอนด้วยแล้วออกไปลานตอนเช้าพร้อมกัน ว่าไปก็โดนว่าประจำเพราะไปลานตั้งแต่เช้าแล้วยังกลับบ้านซะมืดเลยอีกตะหาก

สัปดาห์ซ้อม... วันนึงได้รอบเช้า ตารางเป็นรอบแปดโมง วอร์มตอนเช้าด้วยการวิ่งจากป้ายรถเมล์ เข้าลิฟท์ วิ่งเข้าลานเสก็ต เกือบไม่ทันแน่ะ เหอๆๆ เพราะกลับดึก ตื่นสายไปนิดง่ะ ไม่อยากจะบอกว่ามีวันนึงที่ได้รอบสุดท้ายเป็นวันที่คนกลับหมดแล้วกระทั่งพนักงานหลายคน เลยได้เล่นต่อจนเที่ยงคืนได้ ทั้งที่จริงๆลานปิดสี่ทุ่ม ขอบคุณน๊าค๊า อิอิ

และหลังแข่งก็ไปบ้านต่างจังหวัดของน้องที่เล่นด้วยกัน ก็เฮฮาหมาไล่งับกันไป 555 ถึงจะพอใจขึ้นมาระดับนึง แต่พอมานั่งดูคลิปที่อัดไว้... ไม่ไหวว่ะ -_-“ พอแล้วกัน อายเค้าว่ะ

และแล้วเราก็มั่นคงว่าครั้งต่อไปเราจะไม่แข่ง... Skate Thailand 2007 เป็นปีที่เราไม่ได้ลงด้วยเพราะเตรียมตัวเดินทางไปเรียนต่อโท... หมดงบประมาณแล้วด้วยน่ะแหละ และยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าจะไม่ลงแข่ง ให้อายเด็กเพราะเดี๋ยวนี้เก่งๆกันทั้งนั้น หลังจากที่นั่งดูผ่านยูทูบจากดินแดนที่ห่างไกล ต้องขอบคุณคนที่อัพโหลดขึ้นมาให้ดูมากๆ

 

ชุดมีแต่ Free Programme ให้ดูอะHost unlimited photos at slide.com for FREE!

 

 

เพลงที่ใช้แข่งครั้งนี้

Short Programme  Scent-Of-A-Woman=Tango.mp3 -

 

Free Programme  Oceanic+Winter - Bond

 

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จ่ายไปกับการแข่งครั้งแรก... (น่าจะราคานี้นะ ไม่ค่อยแน่ใจ)

สมาชิกสมาคม                 1,000

สมัครสอบ 2 ระดับ            1,000

สมัครแข่ง สองรายการ

Short Programme           500

Free Programme            500

ค่าชุดสำหรับ Short Programme จำไม่ได้แต่ประมาณไม่เกิน 5 พัน

ค่าชุดสำหรับ Free Programme ประมาณ 4 พันได้

รวมๆแล้วครั้งนี้จ่ายไป        12,000 โดยประมาณ

 

ปล. Skate Thailand 2005 & 2006 ช่วงสัปดาห์ซ้อมนี่รู้สึกเหมือนจะเขียนสลับๆยังไงไม่รุ แต่เอาเป็นว่าใกล้เคียงกันน่ะแหละ

การแข่งขันจากประสบการณ์ 2

รายการนี้จัดในเมืองไทย ไม่ต้องเสียค่าเครื่องบินไปไหนเลยตัดสินใจลงแข่งไปด้วยเป็นรายการที่เหมือนจะดูยิ่งใหญ่มากกก Skate Asia 2005 ลงระดับ Freestyle 1 ไปเพราะไม่อยากสอบข้ามขั้น (รู้สึกว่าสอบข้ามได้แต่ต้องจ่ายย้อนด้วยมั้ง แต่ใบประกาศได้ใบตามระดับที่สอบใบเดียว) ตอนที่เรียนเสก็ตครังแรก ปีนั้นมีแข่งพอดีที่เวลิเทรด แต่ลงแข่งไม่ทันเพราะมาเริ่มเรียนเอาตอนเดือนกรกฎา แต่แข่งน่ะมันแข่งสิงหา รองเท้าเราก็ไม่มี เพราะเล่นปีแรกรองเท้าลานตลอด

ลงแข่งสามรายการเพราะรู้สึกว่าลงเยอะแล้วราคาต่อโปรแกรมจะถูกลง ถ้าจำไม่ผิดคือโปรแกรมแรกจ่ายเต็ม(หรือสองโปรแกรมแรกประมาณนี้) ส่วนโปรแกรมต่อๆไปรู้สึกจะโปรแกรมละครึ่งราคา ลงประเภทท่าอย่างเดียวที่มี Spiral Waltz Jump กับ Two-foot spin อารมณ์เหมือนสอบยังไงไม่รู้ ประเภทที่สอง ลงที่เป็นเล่นประกอบเพลงเหมือนที่เคยแข่งๆไป และประเภทสุดท้ายลงคู่กับคุณน้องไป เป็นประเภท Jump & Spin ไปสายอีกตะหากเลยไม่ดีเท่าที่ควร ไม่ขอลงรายละเอียดนะ ช้ำจัยยยย 555

สรุปง่ายๆเลยว่าเป็นปีที่รู้สึกว่าโอเคขึ้นมาหน่อย โปรแกรมเสร็จเรียบร้อย แต่ไปเสียที่ตอนเล่นซะเอง ติดๆไปหน่อย (ประมาณเกร็งๆมากกว่าอะ) และก็เช่นเคย บุคลลที่สามไม่ขอกล่าวถึง แต่ก็ขอบคุณมากๆ บอกได้แค่นี้ เหอๆๆ

เอาให้ดูแต่ชุดพอนะ อิอิ เพลงจำไม่ได้ว่าใช้เพลงอะไร

Host unlimited photos at slide.com for FREE!

การแข่งขันจากประสบการณ์1

รายการแข่งแรกที่ลง Skate Thailand 2005 แต่ก่อนหน้านั้นเนี่ยสิ...

เป็นการแข่งขันครั้งแรกที่เราเองรู้สึกดีมากๆ (ประชด) เพราะก่อนหน้าจะแข่งประมาณสามเดือน ที่มีข่าวมาว่าลานที่เวิลด์เทรดจะปิดเพราะขายให้เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ได้ยินมาว่าเมเจอร์เค้าจ่ายค่าไฟเอง ทางห้างเลยจะได้กำไรเยอะขึ้น เพราะปกติค่าไฟของลานเสก็ต ทางห้างจ่าย... อันนี้เราก็ไม่แน่ใจนักนะ แต่ที่รู้มาคือลานเสก็ตมีใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก ถึงกำไรจะได้แต่ก็ได้ไม่มากถ้าเทียบกับต้นทุน

การแข่งขันมีประกาศมาก่อนลานจะปิดไม่นาน และที่เราได้ลงเพราะปีนี้เป็นปีที่ไม่ต้องสอบวัดระดับ ลงแข่งได้เลย รายการละ 1000 แต่บังคับลงสองรายการถ้าจะลงประเภทที่เป็นรายการมาตรฐาน Short Programme กับ Free Programme คือจ่าย 2000 (ถ้าจำราคาไม่ผิดนะ) แต่ก็ต้องสมัครสมาชิกสมาคมไปด้วยอีก 1000 ไปจ่ายเองที่สมาคมอยู่ Imperial ลาดพร้าว เท่าที่เราจำได้อีกอย่างคือ วันที่ไปจ่ายคือไปตอนลานที่เวิลเทรดปิดไปแล้วมั้ง ไปจ่ายแล้วก็ไปเล่นที่ลานลาดพร้าวด้วยเลย แต่ตอนกรอกใบสมัครอะตั้งนานแล้วล่ะ จริงๆเรียกว่าจ่ายเงินทีหลังสุดเลยก็ว่าได้ เพราะช่วงที่ลานเวิลเทรดยังไม่ได้ปิด เราก็ได้เพลงกับท่ามาบ้างแล้ว แต่ยังไม่เต็มทั้งเพลง

 

ส่วนของเพลง... ทำเองค่ะ งานนี้ ไลน์วิ่งก็แทบจะเรียกว่าคิดเองมีส่วนที่บุคคลที่สามช่วยเหลือบ้างเล็กน้อยก่อนที่จะหายไป(จากชีวิตกรู) รายละเอียดมากว่านี้ไม่ขอกล่าวถึงแล้วกัน

ลานปิดแล้วไม่มีที่ซ้อมไปเดือนนึงได้ อาศัยซ้อมแบบ off-ice เอาแล้วไปซ้อมที่ลานลาดพร้าวบ้าง (จำได้ว่าไปอยู่สองครั้งเองก่อนที่จะแข่ง) พอลานสำโรงเปิดก็ได้ซ้อมอีกประมาณสองหรือสามสัปดาห์เนี่ยล่ะ ก่อนแข่งอาทิตย์นึงก็ลงจองตารางซ้อมที่จะแบ่งเป็นว่าแข่งระดับไหนลงซ้อมตอนกี่โมง ทางลานจะเปิดเพลงให้ด้วยเลย คนละครั้ง จำกัดรอบละประมาณสิบคนได้ ให้เวลาซ้อมประมาณ 40-45 นาที ซึ่งโปรแกรมของเราไม่เสร็จเรียบร้อยดีซักกะอัน อ่อ ลืมบอกไปว่าตอนสมัครแข่งน่ะ ต้องเขียนด้วยนะว่าท่อนไหนของเพลงจะใส่ท่าอะไรเลยใส่ไปแต่ท่าบังคับหลักๆ แล้วถ้าไม่ได้ตามนั้นก็จะโดนหักคะแนนด้วย เราก็ได้ไลน์วิ่ง ได้ท่าบังคับแล้ว ส่วนรายละเอียดหรือลีลาก็.... เละมาก เพราะซ้อมไปแต่ไลน์วิ่งกับท่าบังคับให้มันตรงจังหวะก็จะแย่แล้ว เวลาช่วงก่อนแข่งน้อยมาก ลานดันปิดไม่มีที่ซ้อม (เพราะเราประทับใจลานที่ลาดพร้าวมาก อันตรายสุดๆ เกือบได้ปาดคอเด็ก... -_-“) ส่วนของลีลาเลยไม่มี อิอิ

 

วันแข่งไม่ได้แต่งตัวอะไรมาก เหอๆๆ ก็ดูตารางว่าลงรอบตอนกี่โมง พอเค้าเรียกก็ไปรอที่ปล่อยตัวนักกีฬาซะตาคิวเราออกต่อใครก็ออกไปวิ่งๆ แค่นั้น จบรายการวันแรกก็รอประกาศผลว่าอยู่อันดับเท่าไหร่ ได้กี่คะแนน แล้วรอผลวันที่สองต่อซึ่งผลของวันที่สองเทียบคู่เลยว่าวันแรกโปรแกรมแรกได้เท่าไหร่ ครั้งที่สองได้เท่าไหร่ และผลรวมกับสรุปว่าอยู่อันดับที่เท่าไหร่ เราได้ที่สามมาถึงจะแข่งคนเดียวก็เถอะ เพราะว่าเค้าเซ็ทไว้ว่าคะแนนเท่าไหร่ได้อันดับไหน (รู้สึกจะยกเว้นมีคนแข่งด้วยอะนะ) เอาเป็นว่าก็ดี... เฮ่ออ...  สรุปปีนี้เลยจ่ายไป 3000 สำหรับการแข่งขัน และค่าชุดรู้สึกจะจ่ายไปประมาณ 7000 ทั้งสองชุดนะ สำหรับ Short กับ Free เลย เพลงที่ใช้แข่งไม่ได้อัพโหลดไว้ Short Programme ใช้เพลง ความทรงจำ ของเบิร์ดแต่เป็นเวอร์ชั่นบรรเลง ส่วน Free Programme ใช้ของ Bond เพลง Victory

 

ผลงานครั้งนี้ถือว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก และไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ล่ะ แต่ไม่เข็ดปีต่อมา... เอาอีก...

 
Host unlimited photos at slide.com for FREE! Host unlimited photos at slide.com for FREE! 

ส่วนนี้มีไว้แบ่งปัน...

จากที่เพื่อนๆถามมาหรือสนใจ อาจจะไปหาได้ที่ Forum Go Go ของบอร์ดเสก็ต แต่จากประสบการณ์ของเรา บางคำถามที่เพื่อนๆถามมาเราว่าก็เป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างๆม่มาก็น้อย ถ้าเอาโพสในบอร์ด ซึ่งมีคนโพสเยอะ บางคำถามออาจจะถูกเมินไปได้ แน่นอนว่าบ่อยไปทีคนต้องการกำลังใจ... ถึงเราจะไม่ได้เล่นเองบ่อยๆแล้วเราเล่นไม่เก่งมาก แต่เราพร้อมที่จะมาให้คำนะนำและกำลังใจเพื่อนๆนะจ๊ะ มีอะไรที่อยากถามแล้วมันไม่ได้เป็นความลับอะไร มาโพสตรงนี้ได้นะ... ;)
คติเราคือ เล่นไม่เก่งไม่ได้หมายความว่าเราสอนใครไม่ได้นี่นา...

โพสนอกเรื่อง...

หมดครอสไปแล้ว ตอนนี้เหลืองานอีกไม่มาก (แต่หนัก) ยังไงก็จะค่อยๆมาเติมๆให้เท่าที่ทำได้แล้วกัน เพราะเราก็ยังอยากจะอัพเดทให้เรื่อยๆอยู่ และเราก็ยังไปเล่นเสก็ตอยู่บ้างถึงจะนานๆๆ เลยทีนึงก็เถอะ... (มันแพ้ง แพง แพงนี่หว่า)
 
มาเพิ่มส่วนของการหมุนให้ไปอีกนิดนึงแล้วล่ะนะ
 
ตามสารบัญที่เราเรียงๆไว้แล้วนั่นคือ เราร่างส่วนของเนื้อหาคร่าวๆเตรียมไว้แล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดและเราก็ต้องการเขียนจากประสบการณ์ และการฝึกที่เราลงไปทำเองด้วย(ถึงจะแค่บางส่วนก็ตาม) อยากอ่านอันหลังๆก็อดใจรอก่อนนะ ส่วนของท่าต่างๆที่เราลงให้ช้าเพราะเรากำลังนึกอยู่ว่าถ้าไม่ได้แบบนี้ จะมีวิธีอื่นมั้ยที่มาแทนแล้วได้ผลเหมือนกันมากกว่า เพราะฉะนั้นข้อมูลต้องมีการพิสูจน์และประยุกต์ก่อน อิอิ ในเมื่อเราไม่ได้มีพรสวรรค์กับกีฬาซักประเภทเลย ไม่งั้นเราก็คงทำได้ซะทุกท่าไปแล้วล่ะ อ่อแล้วอีกอย่างคือ เราเรียงไว้ตามเสต็ปว่าอะไรต้องมาก่อนหลัง สำหรับคนที่อยากเล่นเสก็ตเป็นจริงๆ ข้ามขั้นไม่ได้ช่วยให้เก่งนะ (ลองมาแร้ว และก็ไม่ได้อะไรชัวร์เลยง่ะ แต่ก็เพราะเราข้ามเราถึงเขียนได้ว่าอะไรควรจะมาก่อนหลัง) เหอๆ
 
คติของเราคือ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย 55++ และกรุณาอย่ามาเม้นลงโพสแบบนี้เพราะเป็นโพสนอกเรื่องที่เราจะเอาออกเมื่อเราเอาเนื้อหามาลงต่อให้ จะได้ไม่ขัดหูขัดตา

ยังไม่ได้หายไปไหนนะ :)

ยังมะได้หายไปไหน แค่...
  1. ไม่มีเวลามาอัพเดทให้จริงๆจังเพราะว่า ค่าเล่นสก็ตที่นี่ แพงนรก(สำหรับคนไทยอย่างรา เหอๆๆ) และไม่มีการสมัครสมาชิกแบบเหมาจ่ายอีกตะหาก...
  2. และแล้วชั้นก็อดการเป็นโค้ช?? แต่ยังไงซะไว้จะมาอัพเดทให้หลังจากที่ปริญญาโทเคลียร์เรียบร้อยแล้วละกันนะ
  3. ไม่ได้ลงไปในลานเล่นเองมันก็เขียนลำบาก โดยเฉพาะเรื่องหมุนนี้ยิ่งหนักพอสมควรสำหรับเรา เพระเราก็ใช่ว่าจะเป็นมากมาย (หมุนทีแล่นไปได้ทั้งลาน 555) ไม่ต้องห่วงนะ เพราะสอนได้กับทำเองได้ มันไม่เหมือนกาน... เราอาศัยแปลด้วย ทำเองด้วย ในเมื่อทำเองไม่ได้มาก (ไม่โปร) คงเน้นแปลเป็นหลัก แล้วเอาที่เราไปลองทำมาเสริมให้
 
นั่งดู Youtube ไปเปิดเจอ Four Continents Championship ที่แข่งไปเมื่อกลางๆกุมพาฯ ชาลิสาแข่งในนามของประเทศไทยด้วย... นักเสก็ตชายจากญี่ปุ่นที่ได้ที่ 1 (+เป็นคะแนนรวมติดสถิติโลกใหม่ด้วย) เรียกชื่อไม่ถูก เหอๆๆ ที่เค้าเล่นอะ แปลกดีตรงที่เค้าไปเอาเพลง คลาสสิกอย่าง Swanlake มาเล่นแต่ไม่ได้ใช้ธรรมดานะ เพราะเค้าเอาปนกับ ฮิปฮอบ... จริงๆเพลงแนวๆ อารมณ์นี้ เพลงที่มันไม่น่าจะเป็นเพลงแข่งเสก็ตได้เนี่ย เราอยากใช้ในโปรแกรมแข่งของเรานะ แต่เรามะแกร่งพออ่า แง แง โดนแย่ง เหอๆๆ เฮ่อออ... พอดูแล้วก็อยากแข่งอีก แต่ไม่มีงบ หงิ หงิพอเอาเข้าจริงก็เครียดซ้า... เลยคิดว่าถ้าพร้อมก็จะแข่งแต่ถ้าไม่พร้อมเนี่ย อยู่เฉยๆจาดีกว่า เหอๆ...
 
เอาจบชัวๆ มีงานมีการทำแล้วจามาอัพเดทให้แล้วกันนะ :)
ขอหาทุนก่องงง เหอๆ

ลีลาบนลานน้ำแข็ง2-หมุน

หมุนก็เป็นท่าบังคับในการแข่งขันเสก็ตประเภทลีลาหรือ ฟิกเกอร์เสก็ต เช่นกัน หลายๆคนที่หัดใหม่ๆบอกว่าเวลาทำแล้วจะมึน แหมใครจะไม่มึนล่ะยะ หมุนซะขนาดนั้น ตั้งกี่รอบ... แต่วิธีแก้ของชั้นคือ ซ้อม ๆ ๆ และซ้อมย่ะ แต่ถ้าพอเป็นบ้างแล้วลองหมุนเร็วๆดูจะไม่มึนมากเท่ากับหมุนช้านะ แต่ที่มหัศจรรย์กว่าคือมันคุมความเร็วได้ด้วยจะเอาเร็วเอาช้า แค่ขยับแขนขยับขานิดๆหน่อยๆเอง แต่ไอ้เรื่องหมุนยังไงให้อยู่กับที่เนี่ยชั้นยังมีปัญหากับมันเลยว่ะ

·          หมุนให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ทำยังไงหรือมีเทคนิคยังไง

·          ไม่ใช่แค่คนที่หัดใหม่จะมึนเวลาหมุนนะ (เกือบ)โปรปั่นมากๆ ก็ปวดหัวนะ (หรือชั้นเป็นอยู่คนเดียววะ)

 

Spin Entry คือการเริ่มเข้าจังหวะหมุน สำคัญตรงที่ว่ามันจะช่วยให้เราหมุนได้ดีมั้ย เร็วมั้ย(ไม่สำคัญมากนักแต่มันก็พอช่วยได้) เพราะมันจะเป็นจังหวะที่ส่งแรงมาที่ศูนย์กลาง (ยังกะกำลังภายในเนอะ) ถ้าเริ่มไม่ดีก็... หมุนได้ไม่รอบ ไม่อยู่เป็นที่ อะไรแบบนี้... ส่วนการส่งแรงเพื่อเข้าท่าหมุนนี่มีสองแบบคือเข้าแบบ Backward Crossover มาก่อน กับ เข้าด้วย 3-turn แล้ววางเท้าอีกข้างที่จะเป็นแกนลงไป (ไม่แน่ใจว่ามันคือ Back Mohawk รึเปล่าว่ะ)

มาถึงส่วนเข้าหมุนที่สำคัญจริงๆ คือช่วงเริ่มเข้าจังหวะนี้เนี่ยแหละ คือจะลากเท้าข้างที่เป็นแกนโค้งสวนกลับทางกับจังหวะที่ส่งเมื่อกี้นี้ จังหวะที่ลากก็ค่อยๆกดน้ำหนักลงไปทางหัวจิกเล็กน้อย ซึ่งตัวจะหันเป็น 3-turn เองแล้วขาอีกข้างที่จะอยู่ทางด้านหลัง ให้เหวี่ยงให้มาอยู่ข้างๆซึ่งจะยกขนานพื้น (ถ้าสามารถยกได้สูงนะ) ไปทางที่จะหมุนซึ่งปกติที่ทำกันจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา อืม... ไม่เห็นภาพเนอะ หาคลิปดูไปก่อน ไว้จะทำการ์ตูนมาใส่ให้ทีหลัง (เมื่อว่าง) แค่นี้ก่อนนะ เพราะเทคนิคเนี่ย อธิบายแอบยากเหอะ แล้วที่สำคัญ อีชั้นลองแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลเสมอไปง่ะ เลยละไว้ก่อนเด้อ...

 

SPINS

ว่าไปเราก็ลืมแนะนำว่า ตกลงแล้วมันมีพื้นฐานท่าหมุนที่ต้องทำเป็นทั้งหมดกี่ท่า เราเลยมาย้อนหน่อยนะ ว่ามันจะแบ่งเป็น

    - Upright Spins ง่ายๆคือท่าที่เราต้องยืนปกติน่ะแหละ

    - Sit Spins ชื่อก็บอกอยู่ว่านั่ง แต่อันนี้ก็อยู่ที่ความแกร่งของและคนว่าจะนั่งลงไปได้สุดแค่ไหน :)

    - Camel Spins ท่านี้จะเหมือน Spiral (ไม่รู้ว่าเคยพูดถึงท่านี้ไปรึยัง) คือเท้าข้างนึงจะอยู่ที่พื้น และอีกข้างจะเหยียดไปด้านหลัง ไหล่-ลำตัวขนานพื้น แต่ต่างที่ต้องหมุนไปด้วยยแค่นี้ (เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่ายเลยอ่า)

    - Flying Spins เรียกจากท่าเข้าหมุนท่าอื่นด้วยการเพิ่มการกระโดดก่อนเข้าหมุน ส่วนมากจะต่อด้วย Camel หรือ Sit Spin เป็น Flying Camel หรือ Flying Sit Spin และมีท่า Death Drop ที่จัดอยู่ในประเภทนี้ด้วย

    - Combination Spins อันนี้คือการรวมท่าหมุนทุกท่าที่เราทำได้แล้วมาต่อกัน ใช้พลังมากมายเลยอ่ะ อิอิ แต่สนุกดีเหมือนกัน ตรงที่มันวัดได้เลยว่าเราแน่นท่าหนมุนแค่ไหน และมันก็ช่วยให้ท่าหมุนเดี่ยวๆแต่ละท่าเราชัวร์ขึ้นด้วย ถึงจะเพิ่งหัดหมุน พอได้นิดๆหน่อยก็แนะนำว่าควรจะลองเล่นดู แล้วจะทำให้เสก็ตสนุกขึ้นเยอะ

 

คราวนี้เรามาเข้ารายละเอียดของท่าประเภท Upright Spin กันก่อน โดยเริ่มจากเบสิกที่สุดคือ...

TWO-FOOTED SPIN คือการหมุนด้วยขาทั้งสองข้าง (มีรูปให้ดู ทำไว้นานแล้ว) ส่วนการฝึกเริ่มจากการเกาะขอบลานฝึกเท้าให้ไหลเป็นวงคล่องๆก่อนแล้วค่อยขยับไปทีละเสต็ป

  • level 0 - เกาะขอบลาน ลากเส้นตรงเส้นนึง วางเท้าสลับกันบนเส้นกะล่างเส้น ขยับขากลับไปกลับมาเป็นครึ่งวงให้โค้งต่อกันได้จนเป็นวงกลมก่อน และพอเริ่มรู้สึกว่าทำวงกลมได้ลื่นแล้วก็ทำเสต็ปต่อไปกัน
  • level 1a - อันนี้เราจะยังอยู่ที่ขอบลาน ยืนเท้าคู่กันให้น้ำหนักลงเมือน level 0 (และรูปที่ทำไว้นะ) อาศัยว่าใช้มือดันให้ตัวหมุนจากขอบลานเอา
  • level 1b - ทำ Pivot ถ้าหมุนไปด้านปกติคือ ทานเข็มนาฬิกาจะใช้ Toe pick ของเท้าซ้ายจิกที่พื้นล็อกไว้ก่อน และเท้าขวากางออกไปด้านข้าง วางตรงๆเหมือนยืนปกติ ทิ้งน้ำหนัลงตรงกลางเพื่อจะได้ลากเท้าบวาเข้ามาติดเท้าซ้ายง่ายๆ คราวนี้ใช้แขนช่วยเหวี่ยงเล็กน้อยให้ตัวหมุนไปได้ ถ้าแค่ Piviot จะลากเท้าเป็นวงเฉยๆ สามรอบแล้วก็ออกเลย จริงๆหัดแค่นี้ก่อนก็ได้ แต่ถ้าอยากจะทำต่อก็รอบที่สี่ค่อยๆยืดตัวขึ้น ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย พร้อมกับค่อยๆเก็บแขนเข้ามาด้วย แรกๆก็ไม่ต้องหมุนเร็วนัก อาจจะมึนๆหน่อย แต่หัดบ่อยๆเอาและค่อยๆเพิ่มความเร็ว
  • level 2 - อันนี้ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากว่าลองเข้าท่าหมุนด้วยวิ่ธีที่บอก (Spin Entry) น่ะ แล้วก็ค่อยๆเพิ่มความเร็ว เพิ่มจำนวนรอบ
  • level 3 - อันนี้ต่อจาก level 2 นะถ้าทำ level 2 คล่องแล้ว หมุนได้นานขึ้นแล้วลองทำระดับนี้ต่ออีกนิด คือฝึกยกเท้าขวาขึ้นด้วย ยกไม่ต้องสูงมาก แค่กะให้รู้ว่าจะต้องถ่ายน้ำหนักลงเท้าซ้ายแค่ไหนก่อน เพราะขั้นต่อไปเราจะไปทำ One-footed spin กัน

ONE-FOOTED SPIN คือการหมุนด้วยขาเดียว ส่วนการฝึกเราจะมาต่อจาก Two-footed level สุดท้ายกัน... แล้งค่อยๆต่อไปท่าอื่นที่อยู่ในประเภท Upright Spin เลยนะ เราจะไม่แยกเหมือนหนังสือเสก็ตเล่มอื่นนะ (ปวดกบาล จะแบ่งเยอะไปไหน มันคือประเภทนี้น่ะแหละน่า)

                        - Forward Open Spin

                        - Back Open Spin

                        - Forward Scratch Spin

                        - Back Scratch Spin

                        - Change Footed Spin

                        - Crossfoot Spin

                        - Layback Spin

                        - Biellmann Spin

ONE-FOOTED SPIN คือการหมุนด้วยขาเดียว ส่วนการฝึกเราจะมาต่อจาก Two-footed level สุดท้ายกัน... แล้งค่อยๆต่อไปท่าอื่นที่อยู่ในประเภท Upright Spin เลยนะ เราจะไม่แยกเหมือนหนังสือเสก็ตเล่มอื่นนะ (ปวดกบาล จะแบ่งเยอะไปไหน มันคือประเภทนี้น่ะแหละน่า) เอาเป็นว่าจะสอนท่าธรรมดาไปก่อน แล้วส่วนท่าย่อยอื่นๆไว้จะอธิบายว่ามันต่างกันยังไงให้แทนแล้วกัน

จาก Two-Footed Spin level 3 ทำให้คล่อง และจังหวะที่หมุนด้วยขาข้างเดียวทำได้นานขึ้นค่อยไปต่อ อันนี้ไม่มีอ็อปชั่นให้เลือกมากเว้นแต่คล่องระดับนึงไปแล้ว ส่วนวิธีที่จะทำให้ทรงตัวได้ก็แค่ทำ one-foot glide โดยเริ่มจากท่า FORWARD GLIDES/FORWARD STROKING แล้วยกเท้าขึ้นข้างนึง

     - Forward Open Spin จากที่สังเกตคนอื่นเล่น ท่านี้ไม่ค่อยมีใครใช้จริงๆจังนะแต่จะใช้เป็นส่วนนึงของท่า one-foot spin มากกว่า สังเกตตอนที่เข้าจังหวะหมุนดีๆ ช่วงที่เริ่มหมุนสาม-สี่รอบแรกจะเป็นท่านี้ที่เค้าใช้แล้วตามด้วยเก็บขาเข้าเพื่อให้หมุนได้เร็วขึ้น นานขึ้น แตก็เห็นบางคนที่ใช้ท่านี้ซ้อมเหมือนกัน คิดว่าที่ใช้เป็น open คือยกข้างที่เป็น free leg ไว้ระหว่างที่หมุนโดยไม่เก็บเข้า น่าจะเป็นการฝึกทรงตัวเวลาหมุน อ่อ ใช้เป็นท่าฝึกก่อนทำ Layback Spin ด้วย (ที่ส่วนมากจะเป็นผู้หญิงกับกระเทยทำน่ะ) การฝึกให้ยกขาได้สูงๆก็อาศัยความแข็งแรงของขา กับความยืดหยุ่นด้วย ท่านี้จะดูดีขึ้นถ้าขาขาวเกือบตั้งฉากกับขาซ้ายที่เป็นแกนหมุน

     - Back Open Spin ก็คือท่าเดียวกับ Open Spin ที่เขียนอธิบายอยู่ข้างบนเนี้ยแหละ แต่ต่างแค่ขา ปกติจะทำ one-foot กันด้วยข้างซ้ายที่จะเป็นแกนหมุนและหมุนทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งจะเป็นการหมุนไปข้างหน้าถ้าสังเกตดีๆ เลยเรียก Forward ส่วน Backward จะใช้อีกข้างแทนในขณะที่ทิศทางหมุนยังคงเป็นหมุนทวนเข็มนาฬิกาอย่างเดิม ส่วนของการทิ้งน้ำหนักลงที่เท้ายังคงเป็นจุดเดิม คือ Spin Rocker ที่อยู่ในภาพนี้

 

 สำหรับการฝึกจะไปกล่าวถึงในส่วนของ Back Scratch Spin นะ

     - Forward Scratch Spin โดยปกติแล้วจะใช้ขาซ้ายเป็นแกนหมุน และทิศทางการหมุน หมุนทวนเข็มนาฬิกา ส่วนในจังหวะสุดท้ายขาขวาที่เป็นฟรีเลคจะเหยียดตรงลงไปไขว้อยู่ด้านซ้ายของเท้าซ้าย (ฝึกต่อจาก Forward Open Spin ได้เลยนะ :)) ไม่รู้ว่าใครเป็นบ้างเพราะเราเหยียดสุดไม่ได้ ถ้าเหยียดสุดจะติดพื้น

     - Back Scratch Spin ท่านี้จะเหมือนกับ Forward Scratch Spin ต่างแค่เปลี่ยนเป็นขาซ้ายไขว้มาทางขาขวาแทน

ขั้นตอนการฝึก

·          แบบแรก ฝึกจากท่า two-footed spin แต่พยายามให้น้ำหนักลงไปที่เท้าขวาแทนแล้วค่อยๆยกเท้าซ้ายขึ้น ถ้าทำไม่ค่อยได้ก็ไปเกาะขอบลานช่วยได้นะ

·          แบบที่สอง ฝึกจาก one-footed spin ทำเป็น change foot คือทำ one-footed spin ปกติเพื่อให้แรงส่งของจังหวะหมุนยังอยู่ (เท้าขวายกขึ้นมาตรงๆ ไม่ต้องไขว้เป็น scratch spin นะ แต่ถ้าคล่องแล้วจะลองไขว้ก็ได้ เท่ากับเป็นการฝึก change-footed ไปด้วยเลย) วางเท้าขวาลงถ่ายน้ำหนักจากขาซ้ายไปขาขวาพร้อมกับค่อยๆยกเท้าซ้ายขึ้นตรงๆหรือจะไขว้ก็ได้นะ (คนที่คล่องแล้วการเปลี่ยนขาจะใช้การวางเท้าแล้วแล่นไปตามรอยที่หมุนอยู่ แล้วยกเท้าอีกข้างขึ้นหรือเปลี่ยนท่าหมุน แต่ย่อเข่าส่งด้วยนะ)

เพิ่มอีกนิดไม่รู้ว่าสอบ ISI Freestyle 3 จะยังมีท่านี้อยู่รึเปล่า แต่ถ้ามีเค้าจะเปลี่ยนสองครั้งคือ เปลี่ยนเป็นขวา (back spin) แล้วเปลี่ยนกลับเป็นขาซ้ายเหมือนเดิมด้วย

·          แบบที่สาม... (เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราเองแหละ อิอิ) ยืนเต็มสองเท้าปกติ ถ่ายน้ำหนักลงไปจุดที่จะใช้หมุนของเท้าข้างขวา (ถ้าหมุนทวนเข็มนาฬิกาแบบคนส่วนมาก) ถ่ายน้ำหนักจากขาซ้ายที่เป็น free leg ไปทางขาขวา แล้วเตะขาซ้ายเฉียงออกไปทางด้านหน้า แรกๆอาจจะยกสูงๆไม่ไหว หรือได้รอบสองรอบก็ไม่เป็นไรนะ เอาให้กะจุดหมุนกับน้ำหนักที่จะลงได้ก่อน เพราะคล่องแล้วใช้วิธีนี้ ไม่มันส์แล้วล่ะ เหอๆๆ (คล่องแล้วไปทำวิธีถัดไปได้เลย)

·          แบบสุดท้าย โปรๆ (555) LFI (เบลดซ้ายด้านใน) เป็นเส้นครึ่งวงกลมเปลี่ยนเป็น RFI (เบลดขวาด้านในเช่นกัน) ทิ้งจังหวะให้ช้าลงสักนิดแล้วบิดเป็น 3-turn พลิกตัวเข้า back open spin พอจังหวะหมุนเริ่มอยู่แล้วค่อยๆเก็บขาไขว้มาด้านหน้าแล้วเหยียดลงไปเป็น back scratch spin การออกก็แค่ยกเท้าซ้ายออกแล้วเหยียดเฉียงไปทางด้านหลังพร้อมกับกางแขนออก

 

 

ปล. มือของสองเสต็ปแรกผิดไปนิด.. :p จริงๆเสต็ปแรก มือจะกางออกด้านข้างเฉียงไปข้างหน้าเล็กน้อย ส่วนเสต็ปสองพับข้อศอกเข้ามาค่อยๆเก็บบเข้ากลายเป็นเสต็ปสาม

 

CHANGE FOOTED SPIN เขียนบอกไปแร้วในการฝึก back spin นะจ๊ะส่วนการเปลี่ยนเป็นท่าต่างๆที่เราเป็นๆกันก็แค่ฝึกแต่ละท่าที่จะบอกต่อๆไปนี่ให้คล่องก่อนแล้วเวลาต่อจะไปได้เอง (ยกเว้นการคุมจังหวะหมุนให้ได้นานๆ 555 เพราะอีชั้นก้อยังทำไม่ได้ฮ่า หุหุ)

 

CROSSFOOTED SPIN อารมณ์เดียวกับ Scratch Spin แต่เหยียดลงพื้นไปวางแล้วหมุนไปด้วยกันเลย โดยลักษณะการวางหัวรองเท้าจะบิดเข้าหากันเล็กน้อย (เหมือนจะไม่ยากนะ แต่ยากอยู่ไม่น้อย อิอิ) จัดเป็นอีกหนึ่งท่าที่เป็น two-footed Spin มีวิธีการเข้าสองแบบคือเข้าแบบ Scratch Spin แล้วเยียดเท้าลงไปแตะพื้น กับเข้าเป็น two-footed spin แล้วเลื่อนเท้าไปไข้วกัน รู้สึกอันหลังจะยากกว่านะ และท่านี้จะใช้แทน Layback Spin ในการสอบและแข่งขันสำหรับประเภท Men ในระบบของ ISI แต่เหมือนว่าจะไม่ค่อยเห็นในการแข่งทั่วไปนะ

 

LAYBACK SPIN AND BIELLMANN SPIN ท่านี้รู้สึกว่าสมัยนี้ผู้ชายก็ทำได้เหมือนกัน เหอๆๆ แต่ก็ยังคงเป็นท่าบังคับของผู้หญิงอยู่ดี :) ท่าแรกคือ layback จะเป็นท่าที่เอนตัวตั้งแต่เอวขึ้นไปลงมาขนานพื้น (แต่ถ้าตัวอ่อนมากๆห้อยลงไปมากกว่านั้นก็อย่าตกใจไป) และขาขวาที่เป็น free leg (ท่านี้จะเป็น forward spin กรณีคนที่หมุนทวนเข็มนาฬิกา) จะไปข้างหลังแต่จะพับขึ้นมา กางออก หรือยกสูงแค่ไหนก็ขึ้นกับว่าอยู่ตำแหน่งไหนจะทรงตัวอยู่ได้มากกว่า ส่วนคตวามสวยงามจะมาทีหลัง ยิ้มแฉ่ง

 

 

จบส่วนของ Upright Spin แล้วล่ะ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมแล้วจะเอามาใส่ให้นะ

 

SIT SPIN, CAMEL SPIN และท่าหมุนอื่นๆจะไปอยู่ในภาคสองนะจ๊ะ ^^

 

OFF-ICE & ON-ICE SPIN

อันนี้จะขอยกไปโพสลงในส่วนของการหมุนภาคสองเช่นกันนะจ๊ะ

 

ลีลาบนลานน้ำแข็ง 1 - การเสก็ตขั้นพื้นฐาน ภาคสอง

CHANGE OF EDGE

มาถึงเรื่องที่ยากที่สุดและก็ทำให้สวยยากที่สุดเช่นกัน... ท่ากลุ่มนี้จะเป็นท่าที่ใช้ในการเปลี่ยนทิศทางการวิ่งจาหไปข้างหน้าก็ไปข้างหลัง หรือจากวิ่งถอยหลังก็หันไปด้านหน้าแทน แน่นอนว่าเปลี่ยนเท้า เปลี่ยนด้านเบลด หรืออาจจะเปลี่ยนมันทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน และท่าพวกนี้จะใช้เดี่ยวๆในกรณีที่เป็นจังหวะก่อนเทคออฟ (กระโดด) และจะใช้แบบปนๆกันจนดูเหมือนว่ามั่วๆตอนเป็นท่าบังคับที่เรียกว่า Footwork (ในรายการแข่งขันบางรายการก็มีแข่งแต่แบนี้อย่างเดียวด้วย คนที่ลงนี่โคดเก่งว่ะ) ถ้าเป็นการสอบของสมาคม ISI (คืออะไรบอกไปแล้วไปดูเอาในบทสมาคมเสก็ตเอานู่น) จะมีบังคับว่าต้องทำท่ากลุ่มนี้ประเภทไหนบ้าง ทำด้านไหนซ้ายขวา ถ้าผิดก็คือสอบไม่ผ่าน!! ด้านไหนเรารู้สึกว่ามีไฟล์เก่าเก็บไว้ ถ้าเจอจะเอามาขึ้นให้ทีหลังนะ เอาเป็นว่าสรุกให้ง่ายๆว่ามันจะเปลี่ยนยังไง (ไม่รู้จะอธิบายเป็นภาษาไทยยังไง โทดทีเว่ย อิอิ)

            - Forward Outside to Inside

            - Forward Inside to Outside

            - Backward Outside to Inside

            - Backward Inside to Outside

            - ยกเว้นท่า Mohawks กับ Choctaws ที่จะเปลี่ยนขา เปลี่ยนทิศทางการเล่น แต่ไม่เปลี่ยนด้านของสันเบลด

 

Mohawks ท่าทีบอกก่อนเลยว่าเป็นท่ากลับทิศทางการเล่นที่ง่ายที่สุด แค่ว่าพอจะมีการทรงตัวที่ดีอยู่บ้าง บนขาข้างเดียวนะ!! และที่สำคัญท่ากลุ่มนี้เปลี่ยนแต่เท้าจากหน้าไปหลัง ไม่ต้องเปลี่ยนสันเบลด

  • Inside Open Mohawk/Inside Closed Mohawk สองท่านี้ต่างกันแค่เท้าที่จะวางและสะโพกที่จะหันมากหรือน้อยกว่าแค่นั้น เริ่มจากเท้าขวาเป็นข้างที่ยืนนะ (มาตรฐานคนทั่วไปจะถนัดข้างนี้มากกว่า) แล้วซ้ายจะเป็นข้างที่จะมาเปลี่ยนเป็นข้างที่ยืนแทน เริ่มจากตอนที่จะเปลี่ยนเลยแล้วกันนะ ยืนขาขวาที่กำลังแล่นไปข้างหน้าน้ำหนักลงที่สันเบลดด้านในมากกว่าด้านนอก ยกเท้าซ้ายขึ้นไม่ต้องสูงมากอะ แบบแรก –open นะ- เลื่อนมาด้านหน้าให้ตั้งฉากกับเท้าขวา เท้าซ้ายจะอยู่ในวง วางลงแล้วพอเท้าข้างซ้ายแตะพื้นปุ๊บตัวเราจะกลายจะเป็นแล่นถอยหลังแทนส่วนน้ำหนักตัวจะยังอยู่ที่สันเบลดด้านในเหมือนเดิม เท้าขวาเหยียดไปด้านหลัง สะโพกจะหันแบบเอียงๆ แต่ถ้าเป็น closed จะต่างกันตรงเท้าซ้ายจะไปอยู่ด้านหลังเท้าขวาที่กำลังแล่นอยู่ วางลงกลับด้านเหมือนกันแต่สะโพกจะหันตรงๆ คือตัวจะหันกลับด้านเลย เท้าขวาเหยียดไปข้างหน้า อ่อแขนจะช่วยในท่าพวกเปลี่ยนด้านได้ดี แต่เราเองก็ลืมประจำเหมือนกัล อิอิ เพราะฉะนั้นแขนกางตรงๆ ขวาไปด้านหน้า ซ้ายไปด้านหลัง แต่ไม่ต้องเปลี่ยนตามตัวตามขานะ ยกเว้น Closed อาจจะกางตรงๆไปหน้าหลังไม่ได้ซะทีเดียว ข้างขวาก็อาจจะมากางอยู่ข้างๆตัวแทนหลังจากที่หันกลับด้านแล้ว อีกข้างก็ทำเหมือนกันแหละ ส่วนวิธีการฝึกขั้นเริ่มต้นคือเกาะขอบ ฝึกเปลี่ยนเท้าอย่างเดียวจนเริ่มคล่องก่อนแล้วค่อยๆลองแบบไม่ต้องเกาะ รึเกาะให้น้อยที่สุดแล้วค่อยเพิ่มความเร็ว ท่านี้เปลี่ยนทิศทางการเล่นที่ปลอดภัยที่สุดแล้วว่ะ แบบแค่เปลี่ยนน้ำหนักจากข้างนึงไปข้างนึงจากแล่นไปด้านหน้าก็หันแล้วแล่นไปด้านหลังแทนแค่นั้น เท้านี่เอาจริงๆแทบไม่ได้ยกเลยว่ะ อิอิ
  • Outside Open Mohawk/Outside Closed Mohawk มันคือท่าแบบเดียวกะข้างบน แต่เปลี่ยนเป็นใช้สันด้านนอกแทน ถ้าใช้ขาขวายืนเหมือนท่าข้างบนก็ต้องวิ่งตามเข็มนาฬิกาว่ะ คือสวนกะชาวบ้านเค้า แต่เรารู้สึกว่าถ้าทำ outside เนี่ยเป็น Closed จะง่ายกว่า ลองไปหัดเองแล้วกันนะ อิอิ
  • Back Mohawk อันนี้คือการหันกลับจากหลังไปหน้า ง่ายๆคือมะกี้เท้าซ้ายยืนช่ายมะ กำลังวิ่งถอยหลังอยู่ แบบแรกเปลี่ยนแบบหันออกนอกวง วางเท้าขวายกเท้าซ้าย เปิดไปด้านหลังค่อยๆวางหันเท้าไปด้านหน้า เท้าขวาดันตัวไปข้างหน้า แค่เนี้ยเส็ดละ อีกแบบหันเข้าในวงถ้ายืนด้วยเท้าซ้ายอยู่ก็วางเท้าขวาแบบหันเฉียงๆเข้าในวงไปด้านหน้า เท้าซ้ายดันแต่นี้ก็เส็ดละ อิอิ แค่นี้แหละ...
  • Drop Mohawk/Swing Mohawk ส่วนมากจะใช้ท่าพวกนี้ในไอซ์แดนซ์อะ จะเอาไปประยุกต์เป็นสเต็ปต่อเนื่องแทน อันนี้คงไม่ขอบพูดถึงนะ เราเองก็ไม่รูว่ามันทำยังไงด้วยล่ะ แต่ถ้าเราได้เรียน (คิดว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้วว่ะ) แล้วจะเอามาบอกแล้วกันว่ามันคือทำยังไง ฝึกยังไง ถ้าจะสอนอันนี้ได้อีชั้นคงเป็นโค้ชระดับสูงๆไปแล้วว่ะ เพราะต้องรู้ทุกประเภทการข่งขัน แต่เรา แค่ที่ตัวเองเล่นอยู่ยังเอาชีวิตแทบไม่รอดแล้วเลย (ถึงแม้ว่าจะยังคงแอบ... หวังลึกๆว่าจะได้มีโอกาสเป็นผู้ช่วยโค้ชก็ยังดีวะ จะได้เรียนเสก็ตเพิ่มอีกนิดๆหน่อยก็ยังดี...)

Three Turns

ที่เรียกว่า three-turn เพราะว่าเส้นที่ปรากฏบนลานจะเหมือนเลขสามง่ะ วิธีฝึกสำหรับคนที่ยังไม่ชัวร์ว่าสามารถยืนขาเดียวแล้วหันเปลี่ยนด้านได้ก็หัดแบบนี้ก่อน...

  • 33-turn คือ แล่นไปข้างหน้าด้วยขาคู่ ย่อเข่าให้ห้ำหนักส่วนมากอยู่ที่เท้าซ้าย (วิ่งทวนเข็มนาฬิกานะ) หันตัวเข้าด้านในวง เท้าให้กดน้ำหนักไปทางหัวจิกนิดๆ พอตัวหันไปแล้วก็ถ่ายน้ำหนักกลับไปที่กลางเบลดเหมือนเดิม ปะมานว่าอีกข้างเอาไว้พยุงเฉยๆปะมานนี้ก็ได้อะนะ อ่อทุกอันที่อธิบายจะเป็นการเล่นแบบทวนเข็มนาฬิกาทั้งหมดนะ คือไลน์การเล่นปกติของลานทั่วๆไปที่จะวิ่งวนไปทางซ้าย ส่วน outside กับ inside ดูจากตอนเริ่มว่าเริ่มด้วยสันเบลดด้านไหน
  • Forward Outside Three Turn วางเท้ารูปตัว T ไม่ก็เป็นตัว V แต่ถ้าจะมาทำท่านี้ก็ควรจะทำ T-Stop ได้แล้วอะนะ เท้าซ้ายยืนตั้งฉากกับเท้าขวา ใช้เท้าขวาช่วงประมาณกลางๆเบลดดันไปข้างหน้า เท้าซ้ายจะโค้งๆหน่อย ค่อยกดน้ำหนักไปที่หัวจิกร่องล่างสุดเกี่ยวพื้น แล้วปัดส้นเท้าไปทางนอกวงเกือบๆ 180 องศา แล้วถ่ายน้ำหนักกลับจากหัวจิกสุดท้ายไปอยู่กลางเบลดเหมือนเดิม ที่เป็น outside เพราะว่าดูจากท่าเริ่มซึ่งจะเริ่มจากเท้าซ้ายแล้วน้ำหนักส่วนมากจะอยู่ที่สันเบลดด้านนอก หันแล้วจะเป็นสันด้านในที่จะใช้มากกว่าแทน
  • Forward Inside Three Turn ทำเช่นเดียวกันแต่เปลี่ยนเท้าเป็นเท้าขวาตั้งฉากกับเท้าซ้ายและน้ำหนักส่วนมากจะอยู่ที่สันเบลดด้านในของเท้าขวา (ดูจากตอนเริ่ม) แต่พอหันกลับด้านแล้วจะอยู่ที่สันเบลดด้านนอกของข้างขวาแทน
  • Backward Outside Three Turn มันคือท่าเดียวกะที่บอกแต่เป็นข้างหลังแทน อิอิ ส่วนเริ่มก็เริ่มได้หลายแบบ จะออกตัวจาก Backward Swizzle ก็ได้ หรือจะออกแบบทำ Three-turn แล้วต่อท่านี้ก็ได้แต่ท่าจะเป็นแบบนี้ คือ outside จะเป็นขาขวา (แล่นถอยหลังอยู่) น้ำหนักจะถ่ายไปทางส้นเท้าหรือส่วนหางเบลด ปัดหัวเท้าไปด้านหน้า หันออกนอกวงไปเกือบๆ 180 เช่นเดิม แล้วทิ้งหน้าหนักกลับที่กลางๆเบลดเหมือนเดิม แค่เนี้ย เส็ดละ อิอิ แต่ทำถอยหลังจะเห็นเส้นเป็นเลขสามไม่ชัดเท่าทำจากด้านหน้าน
  • Backward Inside Three Turn เหมือนเดิม (เหมือนกะ Back Outside Three Turn) แต่ว่าเป็นเท้าซ้ายแทน (ทำทวนเข็มนาฬิกานะ)
  • Double Tree Turn จะเริ่มจากวิ่งมาก่อนหรือยืนเฉยๆเป็นตัว T ก็ได้ แต่จะเป็นการทำ Forward Three Turn ที่หันแล้วค้างไว้นับสามต่อด้วย Backward Three Turn หันกลับไปด้านหน้าเหมือนเดิม ถ้าเริ่มด้วยการทำ outside จะเป็นเท้าซ้ายช่ายมะ แล้วพอหันหลังแล้วจะ มันคือรอบแรก จะกลายเป็นถอยหลังและน้ำหนักอยู่ที่สันเบลดด้านในเป็น  Backward Inside Three Turn ถ่ายน้ำหนักต่อเนื่องเลยจากตอนแรกที่กดมาทางหัวจิก หันแล้วถ่ายน้ำหนักกลับไปที่กลางเบลดเลยต่อไปถึงส่วนหาง ปัดเท้าไปทางด้านหน้าต่อเลยจะเป็น นับเป็นรอบที่สอง เลยเรียก Double Three Turn อ่ะ งง ล่ะสิ... เออ เอาง่ายๆ มันคือทำไอ้สองแบบแรก Forward กับ Backward ต่อกันนั่นแหละ ท่านี้ใช้วอร์มตอนลงลานใหม่ๆได้ดี เอาไว้ฝึกขา-เสต็ปเท้าด้วย (แม่งแต่ล้มทีเจ็บชิป-ายเลยว่ะ เคยล้มครั้งนึงตอนกำลังวอร์มท่านี้พอดี หูยต้องหาอะไรพันข้อมือเลย แล้วตูดก็เจ็บโคดๆ ชาเรย...T_T ถ้าล้มจำไว้ว่าอย่าพยายามเอามือยัน... -_-“)

Choctaws

            ท่านี้เหมือนกับ Mohawk นะ แต่ต่างกันที่มีการเปลี่ยนสันเบลดเพิ่มมาด้วย ส่วนดูว่าเป็น inside หรือ outside ก็ดูจากตอนเริ่มเช่นกัน ที่เราเอามาไว้หลังๆนี่เพราะท่านี้มันต้องเชี่ยวแล้วระดับนึงเหมือนกันง่ะ ต้องพอจะคุมเท้าตัวเองและน้ำหนักตัวให้ลงซ้ายลงขวาได้ ซึ่ง three-turn ยังไปทางเดียว ไม่ค่อยมีปัญหามาก (คิดว่านะ อิอิ) ท่านี้เส้นที่ปรากฏบนลานจะโค้งไปด้านขวา และจะเป็นด้านซ้ายแทนหลังจากเปลี่ยนเท้าแล้วนะ ท่านี้จะใช้ในสเต็ปกันซะเยอะเลยด้วย

  • Outside Choctaws เริ่มจากเท้าซ้ายที่วางตั้งฉากกับเท้าขวาดันตัวไปข้างหน้า เพราะฉะนั้น เท้าขวาจะเลี้ยวไปด้านขวา น้ำหนักจะลงที่สันเบลดด้านขวา แขนขวาเหยียดไปข้างหน้า ข้างซ้ายไปอยู่ด้านหลัง เวลาจะเปลี่ยนขาก็วางเหมือน Mohawk แต่เรารู้สึกว่า เป็น Closed คือวางเปลี่ยนเท้าที่หลังส้นเท้าขวา จะทำง่ายกว่า Open คือวางเท้าซ้ายที่จะเปลี่ยนมายืนแทนช่วงกลางๆเท้าขวา (ซึ่งอันนี้จะใช้กับ Mohawk ง่ายกว่า) พอวางเท้าแล้วบิดสะโพกให้หันไปด้านหลังแทนคราวนี้แขนซ้ายจะอยู่ข้างหน้าเราแล้ว เพราะแล่นถอยหลังไง ทิ้งน้ำหนักให้ลงสันเบลดด้านใน โค้งไปทางด้านแขนขวานะ
  • Inside Choctaws คราวนี้โค้งไปทางเดิมอยู่แต่เป็นเท้าซ้ายแทนนะ แขนซ้ายอยู่หน้าเช่นกัน ส่วนแขนขวาไปอยู่ด้านข้าง หันไหล่ไปก่อนที่จะวางเท้าขวาแทนเท้าซ้ายนะ เราว่าทำ Open น่าจะง่ายกว่า ลองดูนะ พอวางเท้าแล้ว หันไปเต็มตัว เหยียดเท้าซ้ายไปด้านหน้า ให้น้ำหนักลงเท้าขวาลงที่สันเบลดด้านนอกแทนและโค้งไปด้านแขนขวาเช่นกัน ซึ่งมันจะเป็นด้านซ้ายก่อนที่จะหันไง ส่วน Open กะ Closed ตำแหน่งเท้าจะวางเช่นเดียวกับ Mohawk นะ

Brackets

มันคือท่าคล้ายๆกับ 3-turn คือ เปลี่ยนสันเบลดจากด้านในเป็นด้านนอก หรือจากด้านนอเป็นด้านใน และไม่เปลี่ยนเท้า ส่วนที่มันต่างก็อยู่ที่ว่าจุดแหลมๆที่เป็นจุดหันจะทิ่มออกนอกวงแทน ง่ายๆคือมันจะเหมือนวงเล็บแบบนึงอะ ที่แหลมๆออกด้านนอก จะอธิบายวิธีแค่ข้างเดียวเช่นเดิมนะ ไลน์จะโค้งไปด้านซ้าย (ทวนเข็มนาฬิกานะจ๊ะ)

  • Forward Inside Bracket ตั้งเท้าเหมือนเช่นเคย เป็นตัว T ไง เท้าขวาเป็นข้างที่จะเสก็ตไปนะตั้งหันไปทางที่จะไป แขนซ้ายเหยียดไปข้างหน้า แขนขวาอยู่ข้างๆ (เหมือนบิดๆเนอะ อิอิ) ให้เท้าซ้ายดันขาขวาให้ตัวเลื่อนไปข้างหน้า ค่อยๆย่อเข่าลง บิดเอวไปด้านขวาหันไหล่ไปด้วย กดน้ำหนักไปที่หัวจิกเล็กน้อยแล้วเท้าซ้ายสวิงมาข้างหน้าช่วยหัน ปัดส้นเท้าเข้าในวง เท้าก็จะหันตาม เพราะฉะนั้น แขนซ้ายจะอยู่ข้างหลังแทน และแขนขวาจะอยู่ข้างหน้า เหยียกดขาซ้ายไปข้างหลัง ถ่ายน้ำหนักกลับไปส่วนกลางๆเบลดเช่นเดิมพร้อมกับค่อยๆ ยืดเข่าขึ้นแค่นี้เป็นอันเส็ดท่าพื้นฐาน ส่วนน้ำหนักที่จะลงที่สันเบลดด้านในหรือนอกก็ขึ้นกับว่าตอนเริ่มเริ่มยังไง หันไปแล้วถ้าไลน์มันโค้งไปทางเดียวกันได้ต่อเนื่องอย่างที่บอกก็คือลงถูกด้านนั่นแหละ อิอิ
  • Forward Outside Bracket ถ้าทำทางเดิมเหมือน outside ก็แค่เปลี่ยนเป็นเท้าซ้ายมาเป็นข้างที่จะเสก็ตแทน นอกนั้นก็เหมือนๆกันส่วนถ้าทำอีกขานึงก็สลับข้างเอา ซ้ายอยู่หน้าก็เปลี่ยนเป็นขวาอะไรแบบนี้
  • Back Inside Bracket/Back Outside Bracket เริ่มจากการยืนหันหน้าไปทางที่จะไป ทำ 3-turn แบบเล็กๆก่อนก็จะเป็นว่า กำลังแล่นถอยหลังช่ายมะ  โค้งไปทางไหนอยู่ให้น้ำหนักลงไปทางส้น ปัดหัวเท้าเข้าในวงเปลี่ยนเป็นหันหน้า รอยอาจจะไม่ชัดเท่ากับเปลี่ยนจากหน้าไปหลังนะแต่ส่วนแหลมๆที่ใช้ส้นเท้ากดไว้จะหันออกนอกวงไง

Counters

มันคือ Bracket แต่ว่าหลังจากกลับด้านแล้วจะโค้งไปอีกทาง ซึ่งรอยบนลานจะเป็นตัวเอส ให้หารูปวงกลมที่พื้นไม่ก็จินตนาการเอาว่ามีวงกลมสองวงต่อกันเป็นเลขแปด เริ่มเหมือนเขียนเลขแปด โดยจะเริ่มจากโค้งไปตามวงแรกประมาณครึ่งวง ส่วนจุดแหลมๆที่เป็นจังหวะที่กดหัวจิกล็อกไว้จะหันไปทางวงอีกวงแทน แล้วโค้งไปด้านตรงข้ามกับเมื่อกี้นี้ก็จะได้รูปตัวเอส ส่วนการเริ่มก็ยังคงเป็นตัวบอกว่าจะเรียกว่าอะไร เหมือนเดิม ท่านี้ทำแรกๆละรู้สึกแปลกๆเพราะมันหันขัดๆกับตัวและขาอะ

            - Forward Inside Counters

            - Forward Outside Counters

            - Back Inside Counters

            - Back Outside Counters

 

Rockers

ท่านี้จะใกล้เคียงกับท่าข้างบนนะ แต่ต่างที่ว่าจะง่ายกว่านิดนึงตรงที่มันเป็นการหันเปลี่ยนด้านไปตามธรรมชาติของการเล่น คือ 3-turn ที่กลับด้านแล้วจะโค้งไปอีกทาง และรอยบนลานจะเป็นตัวเอส วิธีการฝึกก็ทำแบบเดิมคือให้หารูปวงกลมที่พื้นไม่ก็จินตนาการเอาว่ามีวงกลมสองวงต่อกันเป็นเลขแปด เริ่มเหมือนเขียนเลขแปด โดยจะเริ่มจากโค้งไปตามวงแรกประมาณครึ่งวง ส่วนจุดแหลมๆที่เป็นจังหวะที่กดหัวจิกล็อกไว้จะหันเข้าวงที่เราแล่นโค้งมา แล้วโค้งกลับไปด้านตรงข้ามกับเมื่อกี้นี้ก็จะได้รูปตัวเอส หน้าหลัง ซ้ายขวาเหมือนกัน (อธิบายง่ายไปมั้ย อิอิ แต่มันก็เป็นท่าของอีกระดับ ซึ่งถ้าทำ 3-turn กับ bracket ได้แล้วก็จะเข้าใจท่านี้มากขึ้นเองอะนะ คิดว่านะ)

            - Forward Inside Rockers

            - Forward Outside Rockers

            - Back Inside Rockers

            - Back Outside Rockers

 

FOOTWORK

คือการผสม รวมหรือประยุกต์ท่าที่ว่ามาแล้วเข้าด้วยกัน บางทีอาจจะใส่ท่าหมุนและท่ากระโดดที่ไม่เกิน 1 รอบเข้าไปด้วยซึ่งจะบอกในบทต่อๆไป แต่ในการสอบของ ISI จะมีบังคับท่า บังคับเส้นมาให้ว่าจังหวะไหนต้องไปทางไหนด้วย ไฟล์หายแต่ว่าถ้าหาไฟล์เจอจะเอามาขึ้นให้ดูว่ายาก...

 

จบ จบ จบซะที จบเหอะ...

เราก็ไม่ค่อยจะชำนาญนักหรอกท่าพวกเนี้ย ทำทีไรได้หัวทิ่มทุกครั้งแหละ ขาไม่แข็งแยงงง~~ T_T มีปันยาอธิบายให้แค่นี้อะนะ...

ต่อไปจะขึ้นเรื่องปวดหัวๆ แล้วนะ อิอิ เป็นท่าที่ใครๆก็อยากทำเป็น แต่หารู้ไม่ว่าแอบยากใช้ได้เลย...

Torn-nee-Ku-Yu-England

Torn-nee-Ku-Yu-England-leaw-na and internet jeuge perd mai dai...
so I can't UPDATE anything leey Seengg-waa...
but don't worry 'coz I still reading skate books and translate to my labtop...
so I can immediately update to this site when I can open E-net-wi-fi aunn nee...

ลีลาบนลานน้ำแข็ง 1 - การเสก็ตขั้นพื้นฐาน

เรื่องพวกพื้นฐานเนี่ย ไม่อยากจะแนะนำเร้ย เพราะทุกวันนี้เราเองก็ใช่ว่าจะแน่นอยู่นะ เดินๆอยู่ดีๆบางทีหัวทิ่มไปซะงั้น หรือบางทียืนคุยกับเพื่อนอยู่ในลานเฉยๆแค่นั้นน่ะแหละ ลงไปนั่งที่พื้นเฉยเลย วิ่งอยู่กลิ้งลงไปที่พื้นก็บ่อยด้วย แล้วการล้มที่เจ็บที่สุดมี 2 กรณี คือ ล้มจากท่า Spiral (เดี๋ยวจะอธิบายในตอนท้ายๆ) กับท่ากลุ่ม Turn ซึ่งดูไม่มีอะไรและเป็นท่าที่ไม่ได้ใช้ความเร็วอะไรเลย แต่ดันเจ็บนรก เจ็บกว่ากระโดดแล้วลงมายืนดีๆไม่ได้ซะอีก ส่วนพื้นฐานเนี่ยดันเป็นส่วนที่สำคัญด้วยดิ (แต่เราก็ไม่ได้กะจะเอาจริงเอาจังนิ) ทำไม่ได้ไม่ได้หมายความว่าสอนไม่ได้ซักกะหน่อย เป้าหมายเดียวกันมันมีที่มามากกว่า 1 วิธีนะเว้ย แต่เราดันกระโดดข้ามไปบางขั้นซะงั้น อิอิ แหม ถ้าเราไม่ข้ามเราจะรู้มั้ยล่ะว่าถ้าข้ามมาแล้วมันมีผลยังไงน่ะ (ก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีไง) แล้วเราก็ไม่ขอกล่าวถึงเรื่องระดับการสอบตอนนี้หรอกนะ เอาเป็นท่าไปก่อน แล้วค่อยเทียบท่ากับแต่ละระดับให้ทีหลัง (คอยติดตามเองแล้วจะรู้ว่าทำไมถึงเอาท่ามาขึ้นให้ก่อนที่จะเรียงตามระดับ)
ก่อนจะเริ่มเดินหน้าก็ต้องมารู้จักกับการทิ้งน้ำหนักลงที่เบลดกันก่อน เรื่องคือ เวลาที่เราเล่นจะมีอยู่แค่ด้านซ้ายกับด้านขวา ซึ่งลานมาตรฐานจะให้เราเล่นไปทางด้านซ้าย คือเป็นการวิ่งแบบทวนเข็มนาฬิกา เพราะฉะนั้นถ้าเราวิ่งไปข้างหน้าปกติจะใช้สันเบลดด้านนอกของเท้าซ้าย (เราจะใช้ว่า LFO นะมาจาก Left Forward Outside) และใช้สันด้านในของเท้าขวา (เราจะเรียกย่อว่า RFI มาจาก Right Forward Inside)
ปล. ตัวย่อที่วงเล็บไว้คือตัวย่อมาตรฐานที่เค้าจะใช้กันนะ ไม่รู้ว่าพอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างรึยังว่ามันย่อยังไง

 

สรุป Edges เผื่อจะเข้าใจมากขึ้น

  • LFO - Left Forward Outside = การเคลื่อนที่ไปด้านหน้าโค้งไปทางด้านซ้ายด้วยขาซ้าย ซึ่งจะทิ้งน้ำหนักลงไปที่สันเบลดด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา
  • LFI – Left Forward Inside = การเคลื่อนที่ไปด้านหน้าโค้งไปทางด้านขวาด้วยขาซ้าย ซึ่งจะทิ้งน้ำหนักลงไปที่สันเบลดด้านขวามากกว่าด้านซ้าย
  • LBO - Left Backward Outside = การเคลื่อนที่ไปด้านหลังโค้งไปทางด้านขวาด้วยขาซ้าย ซึ่งจะทิ้งน้ำหนักลงไปที่สันเบลดด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา
  • LBI – Left Backward Inside = การเคลื่อนที่ไปด้านหลังโค้งไปทางด้านซ้ายด้วยขาซ้าย ซึ่งจะทิ้งน้ำหนักลงไปที่สันเบลดด้านขวามากกว่าด้านซ้าย
  • RFO – Right Forward Outside = การเคลื่อนที่ไปด้านหน้าโค้งไปทางด้านขวาด้วยขาขวา ซึ่งจะทิ้งน้ำหนักลงไปที่สันเบลดด้านขวามากกว่าด้านซ้าย
  • RFI - Right Forward Inside = การเคลื่อนที่ไปด้านหน้าโค้งไปทางด้านซ้ายด้วยขาขวา ซึ่งจะทิ้งน้ำหนักลงไปที่สันเบลดด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา
  • RBO – Right Backward Outside = การเคลื่อนที่ไปด้านหลังโค้งไปทางด้านซ้ายด้วยขาขวา ซึ่งจะทิ้งน้ำหนักลงไปที่สันเบลดด้านขวามากกว่าด้านซ้าย
  • RBI - Right Backward Inside = ขอบการเคลื่อนที่ไปด้านหลังโค้งไปทางด้านขวาด้วยขาขวา ซึ่งจะทิ้งน้ำหนักลงไปที่สันเบลดด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา
  • RFF/LFF - Right/Left Forward Flat = การเดินหน้าที่ใช้สันเบลดทั้งด้านนอกและด้านใน ด้วยการทิ้งน้ำหนักลงเท่าๆกัน
  • RBF/LBF - Right/Left Backward Flat =การเดินถอยหลังที่ใช้สันเบลดทั้งด้านนอกและด้านใน ด้วยการทิ้งน้ำหนักลงเท่าๆกัน 

FALLING - เรื่องการล้ม (ขอคั่นรายการนี้สนึงนะ เพราะหลายๆคนแค่ก้าวลงไปเหยียบน้ำแข็งก็คงได้หัวทิ่มก่อนที่จะเริ่มเดินหน้าอะนะ... เป็นลางดี๊ ดี เนอะ อิอิ.. ~~เยาะเย้ยสุดๆ แต่ตัวเองก็เป็นอยู่บ่อยๆเหมือนกันทั้งๆที่ขึ้นกระโดดหมุนสองรอบกะเค้าไปบ้างแล้ว - แหมสี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้งเลยนิ) เรื่องแบบนี้จริงๆก็ควรจะสอนกันนะแต่ทำไมไม่ค่อยมีใครสอนเลยล่ะ จะว่าเราไม่เห็นเองก็ไม่น่าจะใช่นะเพราะเราก็อยู่ในลานนานๆประจำเวลาที่ผู้ปกครองพาเด็กมาส่งให้คนสอนก็สอนเดินกันเลยแล้วจะล้มยังไงก็ช่างแกแบบนั้น... แต่ชั้นจาสอนก่อนเดินใครจาทำมัย -คิดว่าตัวเองเป็นเทวดาจากไหนเหรอถึงจะไม่ล้มเลยในระหว่างที่หัดเดินน่ะ- เวลาล้มเนี่ยก็ล้มไปปล่อยให้ไหลไปตามแรงที่เราวิ่งมา (ถ้าเจือกวิ่งเร็วเองก็ช่วยไม่ได้ล่ะ งานนี้) ห้ามฝืนนะ ถ้าฝืนไว้กระดูกจะหักได้เลยนะ แล้วก็พยายามอย่าล้มเอาหน้าลงเดี๋ยวไม่สวย!! หรือเอาหลังลงแบบนอนเพราะหัวจะกระแทกพื้นเอา ส่วนมือก็อย่าเอาลงพื้นนะ -พยายามเก็บมือไว้ดีๆ ยกไว้สูงๆเลยก็ได้- ถ้าคนที่ตามมาอาจจะหลบให้ไม่ทันทับมือล่ะยุ่งเลยนะ เว้นแต่ว่าจะลุกขึ้นก็ค่อยเอามือยันพื้นไว้ 2 ข้าง ตั้งขาขึ้นข้างนึงระหว่างมือทั้งสองข้างและค่อยๆลุกขึ้นยืน +ระวังจะหัวทิ่มลงไปอีกรอบด้วยนะ ถ้าอยู่ใกล้ๆขอบก็เกาะเอาจะดีกว่า 

 

STROKING SKILL - การเดินหน้า  

ก่อนจะเริ่มท่ากลุ่มนี้ก็ขอบอกวิธีสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเสก็ตเลยก่อนแล้วกันนะ ลงไปในลานแล้วเดินเกาะขอบลานไปก่อนด้วยการย่ำเท้าเหมือนเดินพาเหรดนั่นแหละ ค่อยๆลองปล่อยมือแบบกางแขนอยู่เหนือขอบลานเพื่อเวลาจะล้มก็จับไว้ไง ให้น้ำหนักอยู่ที่กลางเท้านะ เอนไปเอนมาจะล้มให้ย่อเข่าลง ตัวตั้งตรง (ตั้งฉากกับพื้นไว้) ปัญหาของคนที่ไม่เคยเล่นจะคุมเท้าไม่อยู่ซึ่งงานนี้ก็ต้องอาศัยว่าเล่นบ่อยจนชินก็จะคุมได้เอง โดยในช่วงแรกๆที่พยายามคุมเท้าให้ไปตรงๆอาจจะเกร็งๆไปบ้างนะ แต่ก็ไม่มีอะไรยากไปกว่าพยายาม ตอนเราเริ่มเราก็เคยเล่นโรลเลอร์เบลดมาบ้างแล้ว ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับการบังคับเท้าตัวเองอยู่ดี แต่พอเราเล่นไปสักพัก เริ่มหัดแล่นขาเดียวก็จะเริ่มคุมเท้าได้เอง เพราะถ้าคุมไม่ได้ก็ยืนไม่อยู่ไง มาต่อเรื่องความเร็วสำหรับคนที่เพิ่งเล่นก่อนที่จะเริ่มเข้าท่ามาตรฐานที่เค้าจัดไว้ เพราะคนที่เพิ่งเริ่มเล่นจะมีปัญหาเวลาที่เริ่มไหลไปได้ก็จะเอนไปเอนมา วิธีฝึกคือใช้วิธีเกาะขอบลานดึงตัวไปข้างหน้าเรื่อยๆจนเริ่มไปได้ระยะที่ไกลขึ้นแล้วตัวไม่เอนไปเอนมามาก คราวนี้ดึงตัวเหมือนเดินแต่พอขาเริ่มไปก็ปล่อยมือ ให้ได้ระยะที่ไกลขึ้น

ระวังเรื่องเท้าและตัวด้วยว่า รักษาให้น้ำหนักอยู่ตรงกลาง และตัวตรงเสมอนะ (ทุกท่านะ ย้ำว่าทุกท่าเว้นแต่ว่าเริ่มโปรฯแล้ววิ่งเร็วขึ้นจะโน้มตัวไปทางข้างหน้า) การย่อเข่าและกางแขนออกไปด้านข้างช่วยได้อีกแรงด้วยนะ ซึ่งย่อเข่าแบบเกือบจะเป็นท่านั่งเลย ย่อเยอะมากๆ ของเราไม่ได้ย่อเยอะขนาดนั้น (เราทำไม่ได้ เจ็บเข่าว่ะ) แต่มันก็ช่วยให้ขาแข็งแรงขึ้นนะ

1> FORWARD SWIZZLE, SCULL อธิบายง่ายๆคือท่าเลมอนอะนะ เพราะรอยบนลานน้ำแข็งที่เราแล่นไปจะเป็นรูปหยักคล้ายกับผลเลมอนไง ทิ้งน้ำหนักไปทางส้นเท้าหรือเกือบๆถึงหางเบลดน่ะแหละ แยกปลายเท้าออกเล็กน้อย ย่อเข่า ปล่อยให้เท้าเลื่อนไปข้างหน้าให้กางพอประมาณ คราวนี้ถ่ายน้ำหนักไปที่ช่วงปลายเท้าเกือบๆถึงฟันซี่สุดท้ายใต้เบลดนะ (คนที่เพิ่งหัดจะเกร็งนิดๆล่ะ) หันปลายเท้าเข้ามาเล็กน้อยให้แล่นมาคู่กันได้ ค่อยๆยืดตัวขึ้น ใช้การย่อ-ยืดจะช่วยให้ไปได้ง่ายขึ้นนะ ส่วนจังหวะยืดซึ่งเท้าจะคู่กันพอดีเนี่ยจะฝึกการคุมเท้าได้ดีเลย เวลาที่ดึงเท้าเข้ามาชิดกัน ให้ดึงมาคู่กันแบบน้ำหนักตัวลงตรงกลางระหว่างเท้า 2 ข้าง ลงไปที่สันเบลดทั้งด้านในด้านนอกเท่าๆกัน (เป็น Flat Edges) ตรง ค่อยๆยืดเข่าขึ้นด้วย แต่ไม่ต้องยืดเข่าจนสุดแบบยืนปกตินะ ย่อไว้นิดๆกันล้ม

2> FORWARD GLIDES/FORWARD STROKING ท่านี้คือการแล่นไปข้างหน้า ด้วยการยืนให้เท้าเป็นตัว V ขาข้างที่ถนัดอยู่หน้าซึ่งจะเป็นขาที่จะแล่นไปอะนะ แล้วอีกข้างอยู่ข้างหลังจะเรียกว่า Free Leg ย่อเข่าลง ใช้เท้าข้างที่อยู่ด้านหลังดันให้ขาอีกข้างที่บอกเป็นข้างที่ยืนแล่นไปข้างหน้า ตอนที่ดันตัวไปข้างหน้า ใช้ส่วนกลางของเบลดนะ

  • สำหรับคนที่หัดใหม่ (level 1): ลองวิธีนี้ดู ยืนเป็นรูปตัว V ข้างที่เป็น Free leg วางไว้ด้านหลัง ย่อเข่าแล้วดันขาที่ยืน (Skating leg) ไปข้างหน้า ดึงข้าง Free leg กลับมาวางคู่กับขายืน (Skating leg) คนที่เพิ่งหัดท่านี้จะไม่เร็วนัก เพราะจังหวะที่ดันตัวไปข้างหน้าไม่ได้ออกแรงมาก (ดีแล้ว) การดึงขาอีกข้างมาวางคู่แล้วเริ่มใหม่จึงเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า ด้วยความเร็วที่ไม่มาก แน่นอนว่าพอวางเท้าคู่กันจนกระทั่งหยุด (หรือเกือบๆจะหยุด ถ้าทำได้) กลับมาวางเท้าเป็นตัว V ใหม่โดยจะสลับขาวางหน้า-หลังกับครั้งแรกก็ได้หรือจะทำข้างเดิมให้ชินก่อนก็ได้ คือจะทำให้ชินไปทีละข้าง หรือเอาให้ได้พร้อมๆกันทั้งสองข้างไปเลยก็ได้
  • ถ้าเริ่มคล่องแล้ว (level 2): เริ่มแบบเดียวกัน แต่พอดันตัวไปข้างหน้าแล้วให้ค้างไว้สัก 3-5 วินาทีก็ดีนะ (ให้ได้ระยะทางประมาณ 1 ใน 3 ของความสูงตัวเอง) ดึงเท้ากลับมาคู่กันแล้วอีกข้างดันไปข้างหลังต่อเลย โดยใช้ ส่วนที่เรียกว่า ball of the foot ตรงส่วนโค้งใต้สุดของเบลด และใช้สันด้านที่อยู่ด้านใน (ดูในรูปเบลดจะะเป็นจุด  Spin Rocker นะ)

3> BACKWARD SWIZZLE, SCULL เช่นเดียวกับท่า Forward Swizzle เพียงแต่เปลี่ยนเป็นถอยไปข้างหลังและน้ำหนักลงสลับกันเท่านั้นเอง โดยเริ่มจากย่อเข่าทิ้งน้ำหนักไปที่ Spin Rocker (ส่วนหัวใต้เบลด) แล้วค่อยๆถ่ายไปเป็นส่วน Rocker คือเกือบๆถึงหางเบลดพร้อมๆกับบีบเท้าเข้ามาคู่กันและยืดตัวขึ้นทำแบบเดิมต่อ จำไว้ว่ารักษาตัวให้ตั้งฉากกับลานเอาไว้ ถ้ากางแขนด้วยจะช่วยให้ทรงตัวได้ดีขึ้นนะ

 

4> BACKWARD GLIDES มันคือการแล่นขาคู่ หรือขาเดียวปกติอะ ถ้าขาคู่ก็เริ่มจากท่าข้างบนก่อน แต่ทิ้งจังหวะที่เท้คู่กันให้นานๆ แค่นั้น ได้แล้วก็หัดขาเดียวต่อได้เลย ต้องแน่ใจว่าจังหวะที่เท้าคู่กันน่ะ น้ำหนักลงเท่ากันทั้งสองเท้านะ และไม่โงนเงนด้วย จากนั้นค่อยๆยกเท้าขึ้นตรงๆ ท่าจริงๆคือเท้าข้างที่ยกจะมาอยู่ที่เข่าพอดี (กำลังงามเลยล่ะ) แนะนำว่าหัดข้างที่ไม่ถนัดก่อนจะได้รู้ว่าจะยืนยังไงไม่ล้มแล้วค่อยหัดอีกข้างก็ได้ (น่จะได้เร็วกว่าอะนะ) หรือะลองไปพร้อมๆกันทั้งสองข้างเลยก็ได้นะ อันนี้แล้วแต่ความถนัด

 

5> CROSSOVER

      5.1> Forward Crossovers ท่านี้เป็นท่าที่ใช้กันประจำ ที่วิ่งแล้วขาไขว้ๆกันนั่นแหละ...

  • level 0 ระดับฝึกหัด หันหน้าเข้าขอบลาน (ถ้าไม่กลัวปากแตกก็ไม่ต้องเกาะ) จะสอนให้ฝั่งเดียวนะ เพราะอีกข้างทำเหมือนกัน ยืนเท้าชิดกันก่อน โดยปกติแล้วจะวิ่งวนไปทางด้านซ้าย เพราะฉะนั้นยกเท้าขวาขึ้นก่อน ไขว้ไปหน้าขาซ้าย วางลงจะยืนแบบไขว้ช่ายมะ คราวนี้ ยกเท้าซ้ายขึ้น เน้นเลยนะว่ายกแบบให้เบลด (ไม่รู้คือไรไปอ่านบทแรกๆมาสิยะ) ขนานพื้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนส่วนมากจะล้มกันเพราะตอนนี้แหละส่วนที่เป็นแหลๆที่หัวเบลดอะจะเกี่ยวโดนพื้นทำล้ม (เราเล่นประจำยังล้มเพราะท่าง่ายๆแบบนี้เลยด้วยซ้ำ...) อ่อ ลืมๆ ยกเท้าซ้ายออกมาวางข้างๆเท้าขวา ฝึกไขว้แบบนี้ไปก่อนจนคิดว่ายกเท้าพ้นเท้าอีกข้างแล้วค่อยอาจหาญไปลองระดับต่อไป
  • level 1- ระดับนี้เรายังคงต้องอาศัยขอบลานช่วยชีวิตไปก่อนคราวนี้เรามาฝึกจังหวะที่จะเร่งให้ไปได้เร็วขึ้นกัน (และก็ทำให้เราหัวทิ่มง่ายอีกเช่นกัน) เกาะขอบลานเหอะนะ มันคือทำท่า forward glide นั่นแหละแต่ไม่ต้องดันจริงๆให้ฝึกขาให้ชินก่อน ยืนตรงๆขาขวาปัดเฉียงไปด้านหลัง (ถ้าเทียบกับนาฬิกาขาทจะเหยียดไปทางระหว่างเลขสี่กะห้า)ใช้ส่วนกลางๆเบลดนะ นับถึงสามหรือสี่แล้วดึงขากลับมาชิดหัวเข่า ไม่วางนะแล้วไขว้ไปวางข้ามเท้าซ้าย และคราวนี้ ยกเท้าซ้ายขึ้น (ขั้นแอดวานซ์เท้าซ้ายจะใช้ดันไปด้วย ยาก ขอบอก ยากมากๆๆ) ยกออกไปวางข้างเท้าขวา แล้วทำแบบเดิมจนกว่จะมั่นใจว่าตอนยกไม่ได้เอาหัวจิกโดนพื้นนะ จังหวะไขว้นับแค่สองพอ
  • level 2 คราวนี้ได้เวลาปากแตกสมจัย... อาศัยช่วงโค้งของลานในการฝึกนะ เริ่มจากท่า forward glide แล้วทำท่าตามเลเวลสอง เท้าใช้ดันจริงๆ แต่เบาๆก่อนถ้ารู้สึกมันไม่ไปค่อยออกแรงดันมากขึ้น
  • level 3 - ถ้าระดับที่โปรๆแล้วแทบจะไม่ยกเท้าเลย คือว่าพอเท้าขวาดันเส็ดวางข้างเท้าซ้ายเลยแล้วลากกกก ไปด้านหน้า ผ่านเท้าซ้ายไปแล้วเท้าซ้ายก็ดันเข้าด้านในไปด้วยเลย (ยากกว่าอีก เหอๆ อีชั้นยังทำท่านี้ไม่ได้เลยถ้าเอาเร็วๆอะ อิอิ) แนะนำอีกนิด ดูคลิปที่เค้าแข่งระดับสูงๆกเยอะๆแล้วจะเห็นว่าวิ่งยังไงระดับเนี้ย

       5.2> Backward Crossovers เป็นท่าที่ใช้เยอะกว่าวิ่งไปข้างหน้าอีก โดยเฉพาะถ้าสังเกตดีๆแทบจะวิ่งถอยหลังกันประจำ แต่ถ้าคล่องแล้วจะง่ายกว่า งามกว่าด้วยล่ะ อิอิ (แล้วเราก็ล้มกลิ้งเพราะท่านี้ประจำอีกเช่นกัน ก้อหางเบลดมันชนกานอ่า) ทุกท่าย่อเข่าเสมอ... ย้ำๆเลย

  • level 0 – อันนี้พูดจิงๆว่าไม่รู้ว่าจะสอนตอนเริ่มยังไงว่ะ นอกจากว่าเริ่มจากท่า swizzle ก่อนแล้วทำข้างเดียว คือว่าจิงๆท่านี้จะทำพร้อมๆกันสองข้างช่ายมะ ให้เท้าข้างนึงเอาวิ่งไปทางเดิมปกตินะ แทนที่จะหันหน้าให้หันหลังแทน เพราะฉะนั้นข้างขวาจะอยู๋ด้านในวง ให้เท้าซ้ายแล่นนิ่งๆตรงๆ ส่วนเท้าขวาทำหยักๆแบบ swizzle อะ ท่านี้เอาให้ฝึกจังหวะดึงขาเข้าแทนแล้วกันนะ
  • level 1 – ยังคงทำแบบเลเวลมะกี้อยู่นะ เพิ่มมาอีกอันคือ พอลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้ายแล้วค้างไว้ให้คิดว่ายืนได้ ยกเท้าซ้ายขึ้นให้พ้นเท้าขวา ไขว้ไปด้านหน้าเท้าขวา ยกเท้าขวาออกมาวางข้างเท้าซ้าย เริ่ม swizzle ข้างขวาข้างเดียวต่อหนึ่งครั้งทำแบบเดิม มันไปช้าๆอย่าตกใจไปเพราะขั้นต่อไปจะสอนให้ว่าทำไงให้เร็ว
  • level 2 – มาวิ่งเร็วขึ้นๆกัน... ขอข้ามมาแอดวานซ์เลยแล้วกานน ขั้นนี้มียกเท้าแค่จัวหวะเดียวเล็กๆ คือว่าตอนที่ผ่านๆมาจะลากเท้ามาชิดข่ายมะ คราวนี้ลากไขว้ไปด้านหลังขาซ้ายเลยค่อยยกขึ้น แล้วมาวางข้างเท้าซ้าย ให้ห่างเท้าซ้ายประมาณสองฟุต จังหวะที่ดึงขาคือจังวะที่จะทำให้เร็ว ไม่เชื่อลองดึงขาลากไขว้ไปเร็วๆดิ แล้วตัวจะไม่มีการขยับนะ ย่อค้างไว้เลยไปแต่ขาตัวจะตั้งค่อนข้างตรงและเอียงหันเข้าด้านในวงเสมอ เมื่อยว่ะ มากๆด้วย เพราะแทบไม่มียกเท้าเลยจะไปได้เร็ว

 

STOPS - การหยุด

จริงๆมันคือพื้นฐานที่ควรจะรู้ก่อน Crossover ด้วยซ้ำ แต่ที่เราเอามาไว้ทีหลังเพราะว่าถ้าทำ Crossover ได้ก็หมายถึงว่ายืนขาเดียวได้ชัวร์แล้ว ซึ่งจะได้ไม่หัวทิ่มง่ายๆเวลาหยุดไง อิอิ แล้วคนที่ยังทำไม่ได้ก็หัดได้นะเว้ย แต่ก็อาจจะไม่ค่อยได้ใช้เพราะไม่ได้วิ่งอะไรเร็วๆ (ซึ่งไม่ต้องหยุดมันก็หยุดให้เองอยู่แล้วว่ะ) แต่กว่าชั้นจะทำได้ก็อาศัยเกาะขอบลานช่วยหยุดอยู่ตั้งนาน

1> Snowplow Stop เริ่มจากขาคู่ อันนี้สามารถทำได้ตั้งแต่ที่หัด Forward Swizzle แล้วล่ะ

  • แบบที่ 1 แล่นขาคู่มาแล้วค่อยๆแบะส้นเท้าข้างทีไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ออก แบะแบบปาดออกไปด้านหน้านะ ค่อยๆย่อเข่าพร้อนกับทิ้งน้ำหนักไปที่ช่วงส้นเท้า ง่ายๆคือกดแรงขึ้นๆจนหยุดนั่นแหละ แต่เท้าอีกข้างไม่ต้องขยับนอกจากแล่นไปข้างหน้าอย่างเดียวนะ
  • แบบที่ 2 ก็เริ่มเช่นเดียวกัน แต่บางคนวิธีนี้ก็ง่าย บางคนก็ยากอะนะ มันคือทำแบบข้างบนนั่นแหละ แต่ใช้เท้าทั้งสองข้างทำเหมือนๆกันพร้อมๆเลย แค่นี้แหละ

2> T-Stop ก่อนเริ่มท่านี้ บอกเลยว่าเป็นท่าหยุดที่ง่ายที่สุด ใช้เยอะที่สุดแต่ว่า มั่นใจมั้ยว่ายืนขาเดียวได้แล้ว สามารถคุมน้ำหนักเท้าพอได้แล้ว... เอาเป็นว่าสอนแต่เบๆให้ไปนะ เริ่มจากแล่นขาคู่มาก่อนเลยยกเท้ข้างที่ไม่ค่อยถนัดขึ้นนิดๆ ขยับไปด้านหลังจะเป็นฉากกะข้างที่ยืนนะ ค่อยๆวางเท้าลงตรงๆ กดน้ำหนักลงเท้าข้างทีวางขัดข้าๆ จนระทั่งอีกข้างหยุดนั่นแหละ มันจะเป็นตัวทีง่ะ เลยเรียกกันว่า T-stop

 

3> Hockey Stop อาศัยขอบลานช่วยเผื่อเบรกไม่อยู่จะได้เกาะทัน ยืนหันไปซักทาง เอาหันข้างขวาออกนอกลานละกัน เดินๆวิ่งไปพอจะหยุดเอาเท้าคู่กัน พลิกตัวหันหน้าเข้าขอบลานซะ กดน้ำหนักจะลงที่เท้าสองข้างพร้อมๆกัน แต่จะลงเท้าซ้ายมากกว่าเท้าขวา สังเกตดีๆว่าพวกที่เล่นฮอกกี้จะใช้ท่านี้กันเยอะ อาจะให้เค้าสอนให้ได้

           

4> One-Footed Stop มันคือท่าฮอกกี้สต็อปอะแหละมาประยุกต์ อิอิ ท่านี้ไม่มีสอบในรายการนะเคอะ แต่ว่าถ้าทำ Hockey Stop แม่นๆแล้วลองฝึกท่านี้เล่นๆให้เจ็บตัวดูได้ ลองใช้ขาเดียวดู ถ้ายังคงหันด้านเดิมจากท่าที่แล้วแล้วจะยกเท้าซ้ายขึ้นใช้เท้าขวาเบรก ใช้สันเบลดด้านในมากกว่าด้านนอกนะ

 

เอาหละ ตอนแรกว่าจะต่อส่วนการกลับตัว พลิกเท้า หันหน้าหันหลัง แต่ว่าดูแล้วอีกบาน ขอแบ่งไปเป็นอีกส่วนนึงแล้วกันนะ อิอิ ขยิบตา

ก่อนจะไปเสก็ต 4 – บทความเพิ่มเติมที่น่าสนใจ

การยืดกล้ามเนื้อก่อนซ้อมกีฬา การออกกำลังกายที่เกี่ยวกับความยืดหยุ่นหรือการเคลื่อนไหวของร่างกาย สิ่งที่สำคัญที่จะต้องคำนึงถึงคือข้อต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าร่างกายมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอจะทำให้มีความยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวได้มากขึ้น   ในการออกกำลังกายต้องมีการยืดกล้ามเนื้อทุกครั้ง

ทำไมต้องมีการยืดกล้ามเนื้อ

  1. เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับข้อต่อ ตลอดจนการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ
  2. เป็นการพัฒนาระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ทำให้การออกกำลังกายได้ผลดียิ่งขึ้น
  3. ช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลังการออกกำลังกาย
  4. ช่วยในการลดอาการตึง เกร็ง ของกล้ามเนื้อ
  5. ช่วยในการลดอันตรายที่อาจจะเกิดกับกระดูกสันหลัง

เมื่อกล่าวถึงการยืดกล้ามเนื้อ ก็ทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่าใครควรมีการยืดหยุ่นมากกว่ากัน ซึ่งความยืดหยุ่นนั้น มีความเกี่ยวข้องกับการยืดกล้ามเนื้อเป็นอย่างมาก ฉะนั้นเราจึงต้องพูดถึง องค์ประกอบที่มีผลต่อการยืดหยุ่น

  1. การออกกำลังกาย ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
  2. ความร้อน ถ้าร่างกายเราหรืออากาศรอบตัวเราร้อน จะทำให้เรามีความยืดหยุ่นดีกว่า แต่ถ้าอากาศเย็นหรืออุณหภูมิต่ำ ความยืดหยุ่นในร่างกายเราจะลดลงประ-มาณ 20% ฉะนั้นกีฬาบางชนิด จึงต้องการการยืดกล้ามเนื้อมากเป็นพิเศษ เช่น เสก็ตน้ำแข็ง ว่ายน้ำ การออกกำลังในห้องแอร์
  3. อายุ คนอายุน้อยจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าคนอายุมาก ถ้าเราออกกำลังกายสม่ำเสมอตั้งแต่เรายังเด็ก ก็จะเป็นการช่วยเรื่องความยืดหยุ่นได้มาก
  4. เพศ ผู้หญิงจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ชาย
  5. การออกกำลังกายที่ถูกต้อง คือรู้จักยืดกล้ามเนื้อทุกครั้งหลังออกกำลังกาย เป็นการช่วยเรื่องความยืดหยุ่นอย่างมาก
  6. ความสามารถเฉพาะบุคคล ซึ่งไม่สามารถทำได้ทุกคน บางคนอาจมีความยืดหยุ่นมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลใน 5 ข้อข้างต้นก็ได้ ตัวอย่างเช่น บางคนอาจยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นสูงถึงศรีษะก็ได้

ต่อไปเมื่อทราบว่าการยืดกล้ามเนื้อมีความสำคัญต่อร่างกายแล้ว ควรทราบว่ามีข้อกำหนดอย่างไรในการยืดกล้ามเนื้อ นั่นคือ กฏในการยืดกล้ามเนื้อ

  1. ต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ และผ่อนลมออกจนสุด
  2. ห้ามยืดกล้ามเนื้อจนรู้สึกเจ็บ เช่น เมื่อเรายืดจนรู้สึกว่าสุดความสามารถ ก็ควรหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ฝืนต่อไปจนรู้สึกเจ็บ เพราะจะเกิดการบาดเจ็บ เรายืดกล้าเนื้อเพื่อผ่อนคลายไม่ใช่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ
  3. เมื่อยืดกล้ามเนื้อจนถึงจุดสามารถของเราแล้ว ให้หยุดอยู่ตรงนั้นประมาณ 15-30 วินาที แล้วจึงกลับที่เดิม
  4. ควรมีการยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย
  5. ห้ามกระตุกหรือโยกตัวขึ้นลงขณะยืดกล้ามเนื้อเด็ดขาด
  6. ระวังช่วงหลังของร่างกาย เช่น ท่าสะพานโค้ง ถ้ารู้สึกเจ็บไม่ควรทำ

บทความสาระน่ารู้ โดย ผ่องใส เจริญสมบัติ

 

:O โฆษณาคั่นรายการ... ;D

 
 
ขอมีโฆษณาคั่นรายการสักนิดนะ แต่อันนี้ดูแล้วฮาดี 

ก่อนจะไปเสก็ต 4 – off-ice

ส่วนนี้จะเขียนเรื่องของการอบอุ่นร่างกายก่อน-หลังการเสก็ตและการออกกำลังในเวลาที่ไม่ได้ไปเสก็ต เวลาที่นักเสก็ตไม่ได้เล่นเสก็ตก็จะมีโปรแกรมออกกำลังต่างๆเพื่อรักษากล้ามเนื้อให้คงความแข็งแรงหรือแข็งแรงยิ่งขึ้นด้วย จะเรียกว่า off-ice (เพราะเราจะซ้มกันบนพื้นที่ไม่ใช่น้ำแข็งไง) ก็คงจะเหมือนกับนักร้องที่ต้องไปลงคลาสเรียนเต้นเพิ่มน่ะแหละ แต่ต่างกันตรงที่ ถ้ารวยหน่อยก็ลงเรียนเป็นคลาสไปเลย แต่ถ้าไม่อยากจ้าง ทำเองได้นะถึงจะได้ไม่ครบ... แต่ลงคลาสแบบนั้นก็ใช่ว่าจะครบหรอกนะ มาหัดกันเองดีกว่า แต่ถ้าลงเรียนกับโค้ชที่ดีๆเค้าจะแนะนำหรือช่วยฝึกส่วนนี้ให้เองเวลาที่เค้าว่างๆอยู่แล้ว (ถ้าเค้าคิดเงินก็เผ่น!!—เปลี่ยนโค้ชเหอะ แบบเนี้ยเค้าเรียก งก แล้วล่ะ) การ Off-ice มักจะเน้นไปที่การเสริมกล้ามเนื้อให้แข็งแรงซะมากกว่าซึ่งจะเหมาะมากสำหรับนักกีฬาเสก็ต หรือคนที่เอาจริงเอาจังกับการเล่นเสก็ตเพื่ออกกำลัง (ตรงไหน!!) แน่นอนว่ามันไม่ต่างกับการเล่นเวทอะนะ เพราะฉะนั้นเราจะไม่พูดถึงมากไปกว่าชื่อท่าและคำแนะนำที่ว่าให้ผู้เชี่ยวชาญเค้าดูแลให้ แค่นั้น

ข้อดีและประโยชน์ของการทำ off-ice

  • ลดการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายไม่พร้อมที่จะซ้อมหนักๆ และการเจ็บกล้ามเนื้อ (กระโดดที่เราคิดว่าไม่หนักน่ะ ร่างกายที่วอร์มมาไม่ดีจะทำเอาเจ็บง่ายๆนะ)
  • ทำให้เรารูว่าร่ายกายทำอะไรได้บ้าง ทำให้ท่าทางหรือลีลาในการเสก็ตดูดีขึ้น
  • ได้ท่าแปลกๆ (เช่น เบลแมนอะไรแบบนี้)

ก่อนลงเล่น-ซ้อม

มันคือการอบอุ่นร่างกายก่อนที่จะลงไปซ้อม(เล่น)ในลานน้ำแข็ง เคยเห็นพวกฮอกกี้ซ้อม และซ้อมแข่งกันด้วย โหดว่ะ ฝึกโหด... แต่เชื่อเลยว่าคนไทยก็เจ๋งนะเว้ย ฮอกกี้หลายคนที่เล่นแบบฟิกเกอร์ได้ด้วย! เปลี่ยนมาเล่นฟิกเกอร์มั้ยพี่!! สนุกนะ ;) มาเข้าเรื่องของกลุ่มเสก็ตลีลาต่อ ซึ่งเราก็จะเอามาลงให้แบบฉบับของเราเอง อ่านมาแล้วงงเพราะแต่ละอันมันก็แบ่งไม่เหมือนกัน เราจะแบ่งตามความเข้าใจของเราเอาแล้วกันนะ อันนี้เป็นพาร์ตแรกสำหรับคนทั่วไปที่อยากเล่นเสก็ตเพื่อออกกำลัง

  • กระโดดเชือก 50-100 ทีต่อกัน + ขาเดียวข้างละ 5 10 ห้ามกระโดดแบบอู้งาน คือ โดดช้าๆ ต้องโดดค่อนข้างเร็วด้วยนะ (อันนี้ตำรากรู เพราะไม่ใช่นักกีฬา ขนาดนั้น แต่เรื่องกระโดดเร็วๆไม่ได้โกหก เพราะเห็นเค้าทำกัน เลยทำตาม เอ่อ แต่ก็ไม่เคยเห็นใครที่เล่นเก่งแต่ดันกระโดดเชือกแบบช้าๆนะ) แต่ถ้าเอาตามตำราของอเมริกา จะมีอันอื่นให้ทำอีก แต่เลือกได้ว่าจะทำอะไรกี่นาทีรวมแล้วต้องครบ 5-8 นาที หรือถ้ากระโดดเชือกอย่างเดียวก็โดดไปสิ (จะไหวมั้ยล่ะนั่น นับดูเองก็ได้ว่าถ้าเราโดด 100 ครั้งใช้เวลากี่นาที แล้ว 5-8 นาทีเนี่ย กี่ครั้ง บอกเลยว่า เกิน 100 แน่นอน) วอร์มหลายๆท่าจะดีกว่านะ เฉลี่ยกันไป
  • วิ่งรอบลาน สัก รอบสองรอบ เด็กไทยเค้าทำกันแบบนั้น แต่เปิดดูเว็บลานเสก็ตต่างประเทศเค้ามีลู่วิ่งให้ด้วยอะ
  • กระโดดสลับขากับบันได ตอนเด็กๆน่าจะเคยเล่น หรือที่เด็กๆชอบเล่นกันน่ะ
  • Cariocas วิ่งไขว้ขาไปด้านข้างสลับขาหน้าหลังแต่จะบิดแต่ช่วงสะโพกลงไป

Stretching หรือ Flexibility (บางตำราพวกนี้คือ General Activities)

มันคือการยืดเส้นยืดสายนั่นเอง ไม่อยากจะบอกเลยว่าท่าพวกนี้เราทำเป็นบางท่าเอง อิอิ แต่จะทำเยอะก็เวลาเฮี้ยนๆ แบบอยากออกกำลังแบบเต็มสตรีมเท่านั้นแหละ ถ้าอยู่ลานเสก็ตเราไม่ทำหมดหรอก ไม่ทันได้เล่นก็หมดเวลากันพอดี และด้วยพื้นที่ในลานไม่ซัพพอร์ตท่าประเภทที่ต้องนั่งบนพื้น... (ขี้เกียจแบกเสื่อไปน่ะดิ แค่รองเท้าก็จะตายแล้ว เอสพีเทอริรุ่น KT-2 หนักซ้า 2-3 โล เอ้ง!) ท่าที่เราทำจะเป็นท่าที่จะใช้ในลานเลยมากกว่านะ แต่ไหนๆก็เปิดเสปซเพื่อการนี้โดยเฉพาะแล้ว ก็จะลงให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วกันนะ อาจจะมีบางส่วนที่เอามาจากนอกตำราที่เรามีด้วย (อย่างที่บอก เว็บเกี่ยวกับพวกนี้มีเพียบหาอ่านได้ หมายถึงเว็บที่ไม่ได้เป็นภาษาไทยน่ะ มันกีฬาบ้านเราซะที่ไหน ถ้ามวยไทยล่ะว่าไปอย่าง ใช่มั้ยล่ะ แต่อีกหน่อยคงมีมวยไทยออนไอซ์มั่งล่ะเนอะ... ถ้าชั้นหาภาษาไทยเจอก็คงจะไม่ทำหรอก รึใครมีเอามาลอกหน่อยดิ๊ขี้เกียจพิมพ์เอง เมื่อยมือ อืม แต่ถึงมีก็คงเป็นคนละไสตล์กับที่เราทำล่ะนะ เพราะเราเน้น ฮา คู่กับสาระไปด้วย เล่าจากประสบการณ์ทั้งหนุกหนานและชีช้ำจากการเล่นกีฬา ตอนขี่ม้ากรูก้อเป็นไม่งั้นคงไม่หนีมาเล่นเสก็ตหรอก.. เอ๊ะ ยังไง) มา มา เข้าเรื่องต่อ ท่าที่นิยมและจำเป็นในการวอร์มร่างกายก่อนซึ่งควรจะทำทุกครั้ง และบางท่าต้องทำอีกรอบหลังจากเล่นเสร็จด้วย แต่เท่าที่เราอ่านเนี่ยหมด session ไม่รู้ว่ามันคือรอบที่รถไถน้ำแข็ง (Zamboni) ลงมาไถๆลานรึเปล่านะถ้าใช่ ระหว่างที่รถเค้าลงไปเดินเล่นในลานมั่งเนี่ย ถ้าถอดรองเท้าวอร์มด้วยน่าจะดี รอบของรถเค้าเล่นเค้าได้เล่นแค่ 15 นาทีถึง ครึ่งชั่วโมง ก็พอวอร์มได้ สองสามท่าเลยนะ หรือจะแค่ถอดรองเท้ากระโดดนิดๆหน่อยๆ วิ่งเบาๆไปเข้าห้องน้ำ หลังจากอั้นไว้นานจนกระโดดในลานไม่ขึ้นเพราะกลัวเสียเวลาซ้อมก็ได้ (ไม่ได้ตั้งใจเสียดสีใครนะ ใครจะรับก็รับไป เหอๆ)

ท่าพวกนี้มันก็คือท่าอบอุ่นร่างกายก่อนที่จะเข้าโปรแกรมออกกำลังของพวกนักเสก็ตนะ แต่อย่างเราๆก็สามารถทำได้เหมือนกัน  ขอเอามาลงแค่บางท่านะ อ่อ แล้วก็อาจจะมีเพิ่มมาให้อีกนิดๆหน่อยๆ

  • (Neck Circles) ท่าหมุนคอไปรอบๆเป็นวงน่าจะเคยเรียนมากันบ้างแล้วสมัยเด็กๆ อันนี้เป็นท่าวอร์มมาตรฐานก่อนเล่นกีฬาไม่ว่าจะเป็นกีฬาอะไรก็ช่าง อ่อ หมุนคอเบาๆนะ ไม่งั้นระวังคอหลุดไม่รู้ด้วย!! อิอิ
  • (Arm Circles) เหวี่ยงแขนหน้าไปหลัง หรือหลังไปหน้าเป็นวงทำทั้งสองข้างไปพร้อมๆกันเลยก็ได้ ประหยัดเวลาดี
  • (Single-arm Pull) แขนข้างนึงเหยียดไปด้านข้างทางแขนอีกข้างนึง แล้วข้างที่ไม่ได้เหยียดน่ะ ยกขึ้นมาล็อกแขนอีกข้างดึงเข้าหาตัว ท่านี้ ไหล่ข้างที่เหยียดแขนจะตึงๆนะ ทำอีกข้างด้วยล่ะ
  • (Overhead Triceps Pull) ยกแขนขึ้นตรงๆเหนือหัวพับข้อศอกลงแขนข้างนึงอยู่บนแล้วใช้มือดึงศอกของแขนอีกข้าง อันนี้ต้นแขนจะตึงๆแทน ทำทั้งสองข้างเช่นกันนะ
  • (Crossed-leg hamstring stretch) ยืนไขว้ขาแล้วค่อยๆก้มตัวลงเอามือแตะพื้นค้างไว้นิดนึง แล้วขึ้นมาไขว้ขาไปอีกข้างทำแบบเดียวกัน
  • (Single-leg quad pull ยืนตรงพับขาขึ้นไปข้างหลังข้างนึง เอามือดึงให้ติดก้นที่สุด ค้างไว้แป็บนึง เปลี่ยนข้างด้วยล่ะ (ทำข้างเดียวเดี๋ยวขาก็ใหญ่ข้างเดียวหรอก อิอิ)
  • (Straddle sit-n-reach) นั่งแยกขาถ้าแยกได้ 180 เลยจะดีมากๆ แล้วเอียงตัวก้มไปแตะเท้าด้านข้าง ขึ้นมาหันไปแตะอีกข้างด้วย
  • (Pike reach) นั่งเหยียดขาทั้งสองข้างไปด้านหน้า ก้มตัวลงเอามือแตะปลายเท้า
  • ท่าดึงขานอนหงายจะวางขาเหยียดหรือจะงอเข่าขึ้นมาก็ได้ ยกเข่าหรือยกขาขึ้นข้างนึง เอามือดึงให้ลงมาติดตัวมากที่สุด
  • (Back Extension) ท่ายืดหลัง นอนคว่ำวางมือไว้ข้างไหล่ ดันตัวขึ้นให้หลังพับไปด้านหลังมากที่สุด อันนี้ทำที่ลานเราจะเกาะขอบลานเอา แล้วแล้วแอ่นไปด้านหลังคล้ายๆทำสะพานโค้งน่ะแต่ไม่ลงขนาดนั้นนะ
  • ซิทอัพ น่าจะรู้กันดี นอนหงายตั้งเข่าขึ้น เอามือรองไว้ใต้หัว เกร็งท้องยกตัวขึ้นทำประมาณ 10-12 ครั้ง สัก 2-3 เซ็ท
  • อีกท่านึงที่เป็นที่นิยมเช่นกันคือท่าย่อเข่าไปด้านข้าง คือยืนกางขากว้างๆ (กว้างกกว่าไหล่ไปหน่อยให้ย่อลงแล้วขาข้างนึงเหยียดตรงไปได้อะ) ย่อเข่าไปข้างใดข้างนึงก่อน ย่อลงให้สุดจนรู้สึกว่าขาอีกข้างซึ่งจะเหยียดตรงไปด้านข้างมันตึงๆหน่อยๆ ค้างท่านี้สักพักแล้วโยกตัวขึ้นไปอีกข้างต่อทำแบบนี้ข้างละ 12 ครั้ง
  • ถ้าคิดว่าตัวออ่อนพอหรืออยากจะตัวอ่อนนะ ท่านี้ถ้ามีเพื่อนช่วยจะดีมากๆ คือ เกาะขอบลาน ถอยขาออกมาให้ตัวขนานพื้น เตะขาไปข้างหลังให้สูงที่สุด หรือจะยกเฉยๆก็ได้ถ้ามีคนดันเอาไว้ให้ทำทั้งสองข้างนะ ถ้าไม่มีเพื่อนช่วยมีอีกวิธี พาดขาข้างนึงบนขอบลานเหยียดไปด้านหลังนะ (ระวังไปเตะคนที่กำลังหัดเดินอยู่ด้วยนะ เดี๋ยวเค้าจะหัวทิ่มเอาเพราะไม่มีที่เกาะ อิอิ) ดันตัวไปด้านหลังพร้อมๆกับขาที่เหยียด ขาทั้งสองข้างจะตึงทั้งคู่นะ ค้างไว้แป็บนึงก็เปลี่ยนมาทำอีกข้างด้วยล่ะ แล้วถ้าให้ดี ทำแบบเดียวกันนี้แหละ แต่ยกขาไปด้านข้างแทนด้วย

เพิ่มเติมสำหรับคนที่เล่นแบบไม่ได้เอาจริงเอาจังมาก

ถ้าขับรถไปเองก็เลือกจอดที่ไกลๆแล้วเดินเข้าไปในลานก็เป็นการวอร์มอัพอีกวิธีได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าเดินทางไปเองอยู่แล้วก็คงไม่ต้องเดือดร้อนมากกับการวอร์มด้วยวิธีนี้นะ (ช่วงก่อนแข่งเคยวิ่ง-กระจุยกระจาย-จากป้ายรถเมล์ไปถึงลาน เพราะจะถึงเวลาซ้อมตามตารางที่ลงไว้ เหนี่อยว่ะแต่โคตรได้ผลเลย) ก่อนใส่รองเท้าก็นั่งยืดขาออกไปขานึงหมุนข้อเท้าเป็นวง ทำทั้งสองด้าน พอใส่รองเท้าแล้วก็เดินย่อเข่าเหมือนอย่างที่ทำ Crossover ในลาน ท่านี้อาจจะดูตลกๆแต่มันก็ช่วยให้รู้สึกสบายขึ้นเวลาวิ่งในลานจริงๆ แล้วที่สำคัญคือว่าควรจะยืดหลังจากเล่นเสก็ตด้วยนะ ถึงจะไม่ไดเล่นจริงๆจังมากก็ทำได้ ทำไปเถอะ แล้วก็วิ่งรอบลานสักรอบสองรอบด้วยจะดีมั่กๆ

Specific Activities

Plyometrics คือการ off-ice แบบที่ใช้การกระโดดเป็นหลัก เน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ช่วยให้กระโดดได้สูงและไกลขึ้น ซึ่งอันล่างที่เอามาลงให้นี่คิดว่าน่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

  • (Double-Leg Lateral Jumps) กระโดดขาคู่ ยืนกางขาเล็กน้อย ย่อเข่าลง และกระโดดขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยรักษาช่วงลำตัว (ไหล่ถึงสะโพก) ให้เป็นสี่เหลี่ยมเอาไว้ คือตรงๆนั่นแหละ
  • (Single-Leg Skip Bounds) กระโดดเตะเข่า กระโดดขึ้นโดยใช้การเตะเข่าขึ้นไปและเหยียดออกเร็วๆ ลงมาด้วยเท้าข้าที่เตะขึ้นไปและเปลี่ยนขาเร็วๆในท่า check out
  • (Simulated Axel Takeoff) กระโดดท่าขึ้น Axel Jump – คล้ายๆกับการเตะเข่าขึ้น คือ เตะเข่าข้างที่เป็นขาหลักหรือแกนหมุนขึ้นไปแต่ลงอีกข้าง ง่ายคือเป็นท่าวอร์มที่เอาใว้ให้ฝึกจังหวะขึ้น Axel เฉยๆ
  • (Double-Leg Quarter Air Turns) กระโดดหันด้วยขาคู่ ยืนกางขาพอประมาณ ย่อเข่าและกระโดดขิ้นตรงๆและหันไปข้างใดข้างหนึ่ง 90 องศา และกระโดดหันกลับมาเท่าเดิม จากนั้นทำแบบเดิมแต่หันเพิ่มอีกทีละ 90 องศาจนครบ 1 รอบพอดี ท่านี่ทำแค่ครั้งเดียวพอนะ เอาใว้ช่วยในเรื่องหมุนกลางอากาศไง
  • (Double-Leg Diagonal Quick Jumps) กระโดดขาคู่ สปริงตัวด้วยช่วงปลายเท้าเร็วๆ ไปด้านข้าง ซ้าย-ขวา
  • (Single-Leg Lateral Stride Jumps) การกระโดดแบบก้าวจากซ้ายไปขวา หน้าไปหลังเป็นสี่มุม

คราวนี้จะเป็นท่าที่จะใช้ในลานจริงๆด้วยและสำหรับคนที่เล่นมาได้ระดับนึงแล้วด้วยอะนะ ใช้เวลาวอร์ม 15-18 นาทีนะ (ในตำราบอกเป็น เราว่าน่าจะหมายถึงว่าคนที่เล่นเสก็ตจนถึงอีกระดับนึงแล้วนะ)

  • Dry Land Axel Jump – อาจจะเริ่มจากท่า Waltz Jump (ให้ชัวร์ๆ) ก่อนแล้วค่อยเพิ่มเกลียวนะ ท่านี้ควรจะเคยเรียนมาก่อนด้วยนะ เพราะมันละเอียดมากกว่าที่คิดเลยล่ะ ซึ่งมันจะช่วยได้มากถ้าวอร์มดีๆ เวลาเราเล่นท่านี้ทีไรได้เทคนิคเพิ่มมาทุกที แล้วก็เป็นท่าที่จะทำผิดจนกลายเป็นความเคยชินได้มากๆเลย
  • Dry Land Loop Jump – ที่เราเอาอันนี้แยกออกมาเพราะมันขึ้นไม่เหมือนกัน
  • (Dry Land) Flip/Lutz Jump นี่ก็ด้วยที่ขึ้นอีกแบบ ขึ้นด้วยปลายเท้าขาข้างที่จะเป็นแกนหมุน=ขวา (ในลานจะใช้ Toe Pick)
  • (Dry Land) Single Jumps – ท่ากระโดดทุกท่าที่ร่ำเรียนมานั่นแหละ ถ้าไม่มั่นใจว่ากระโดดถูกแล้ว ชัวร์แล้วก็วอร์มท่าพวกนี้นอกลานด้วยจะช่วยให้ร่างกายจำจังหวะได้ดีขึ้นแล้วจะได้ไม่พลาดเวลาไปกระโดดในลานจริงๆ
  • (Dry Land) Double Axel Jump – สำหรับโปรๆทั้งหลาย จะวอร์มท่านี้กันด้วยก็ไม่มีไรมากแค่เพิ่มจาก Axel มาอีกรอบเอ๊ง!!
  • (Dry Land) Double Loop Jump – แค่เพิ่มจาก Loop Jump มาอีกรอบเอง...

อันนี้ส่วนตัวนะ... เราจะวอร์มท่าแลนดิ้งด้วยเนื่องจากว่าเราเป็นคนที่กระโดดแล้วลงไม่เคยดีเลย!! (ไม่รู้เหมือนกันว่าปั่น 2 รอบเข้าไปได้ไง)  ลองไปดูในรูปอนิเมชั่นเอาแล้วกัน ท่าคือยืนไขว้ขากันโดยขาซ้ายไขว้มาวางด้านหน้าขาขวา (ถ้าเป็นคนที่กระโดดแบบปกตินะ คือ... โดดหมุนไปทางซ้าย) แต่ถ้าเป็นคนที่ถนัดกระโดดหมุนไปทางขวาก็เอาขาขวาไขว้ไปข้างหน้าขาซ้ายแทน หรือจะทำทั้งสองด้านเลยก็ดีนะ จากนั้นคือเช็คเอาท์ (Check Out) ยกขาที่ไขว้ออกแล้วคล้ายๆกับถีบไปด้านหลัง เฉียงๆไปด้านข้างหน่อยๆนะ แขนทั้งสองกางออกไปด้านข้าง ตำแหน่งแขนมีอีกแบบด้วยคือ ตอนเก็บมือให้เก็บไปอยู่ทางขวาหน่อยๆ และเวลากางแขนก็ข้างขวากางไปด้านข้างส่วนข้างซ้ายเหียดตรงไปข้างหน้า เหตุผลคือ ลองเก็บมือไปทางขวาแบบที่บอกเร็วๆตอนจังหวะที่กระโดดและหมุนสักรอบดูดิแล้วจะรู้ว่ามันมีผลยังไง... ส่วนอันหลังเป็นมือที่จะปล่อยออกตอนแลนดิ้งเพื่อให้ทรงตัวได้ อันนี้ก็มีผลมากๆถ้าเล่นในลานโดยเฉพาะท่าที่ต้องกระโดดขึ้นต่ออีกรอบ อีชั้นจึงแนะนำว่าควรจะทำให้ชินซะตั้งแต่นอกลานไปเลย และอีกแบบที่ทำก็แค่ย่อเข่าลง กระโดด และเพิ่มหมุนกลางอากาศอีกสักรอบสองรอบ ถ้าเริ่มด้วยการยืนแยกขาเล็กน้อยก็ไปไขว้ตอนที่กระโดดขึ้นไปแล้วหมุนก็ได้ จะได้ความรู้สึกอีกแบบ... ล้ม!! ยัง ยัง มันไม่น่ากลัวมากนักถ้าเทียบกับ พุ่งไปซ้ายทีขวาทีถ้ากระโดดขึ้นไปไม่ตรง และข้อเท้าอาจพลิกได้ถ้าลงไม่ดีเช่นเดียวกัน ดังนั้นแนะนำว่าอันนี้ที่กระโดดหมุนด้วยเนี่ยควรจะมีพื้นมาค่อนข้างดีด้วยนะ อีชั้นเล่นมาหลายปีซ้อมท่านี้ยังพุ่งเลยเหมือนกัน ถ้าให้ดียิ่งขึ้นควรจะเล่นบนพื้นนิ่มๆหน่อยเวลาล้มจะได้ไม่เจ็บ และหาที่กว้างๆด้วยเผื่อไว้เวลาพุ่งจะได้ไม่ไปโขกโดนอะไรสักอย่าง (เดี๋ยวของมันพัง!!) แล้วก็มีท่าสไปรัล (Spiral) อันนี้ก็จะคล้ายๆท่าโยคะ ถ้าเคยเล่นโยคะจะรู้ดี คือ ตัวและขาเหยียดตรงขนานพื้น แต่ต่างกันตรงที่ มือโยคะจะยื่นไปข้างหน้าใช้มะ ส่วนสไปรัลเนี่ยมือจะอยู่ข้างๆ แล้วขาก็จะยกสูงกว่านั้นก็ได้ ยกได้เป็นเส้นตรงก็ทำเลยนะ จะเกาะขอบลานเอาก็ได้ กับอีกท่าที่เริ่มจะเป็นที่นิยมแล้วท่าจะกลายเป็นท่าบังคับอีกไม่นานคือท่าแบบเบลแมนสปิน ดึงขายกขึ้นให้สูงกว่าหัวซึ่งเรียกว่าขาเนี่ยเกือบจะเป็นเส้นตรงเลย ตัวจะพับแบบดูน่ากลัวๆหน่อยนะ พวกนี้คือท่าที่เราวอร์มเพิ่มมาเองนะ แต่จะทำด้วยก็ไม่ว่ากัน เพราะเดี๋ยวนี้เค้าก็ทำกันทั้งนั้นแหละ

Strength Training/Weight Training อันนี้แหละคือการเล่นเวท ต้องอยู่ในความควบคุมของโค้ชหรือผู้เชี่ยชาญนะจ๊ะ อย่าเล่นซี้ซั้วนะเว้ย เดี๋ยวได้กล้ามที่มากเกินพอดีมาแล้วจะแย่เอา เล่นเสก็ตสวยยังไงก็ดูน่าเกียดได้นะ เหอๆๆ อุปกรณ์ที่ใช้คือ ก้านยกน้ำหนักอะ คิดดูว่ามันจะหนักแค่ไหน ถึงบอกไงว่าต้องมีคนดูแลด้วย อธิบายไม่ถูกอะไว้จะพยายามอธิบายและ ทำอนิเมชั่นให้แทนอะนะ คอยติดตามด้วยล่ะ

  • Hang Pull
  • Back Squat
  • Bent-Knee Dead Lift
  • Heel Raise
  • Push Press
  • Hang High Pull

เราทำสรุปพวกท่าออกกำลังที่ช่วยเสริมกล้ามเนื้อสำหรับท่ากระโดดและท่าหมุนต่างๆจากซีดีสอนเสก็ต ISU Skating Technics เอาไว้ มี 2 หน้า อุปกรณ์มีดัมเบลกับบอลลาสติกที่ใช้เล่นโยคะ (กดดูแผ่นสรุป) 

ตำเตือน ถ้าบัลเล่ต์มีผลข้างเคียงทำให้ข้อเท้าอักเสบแล้วล่ะก็ ผลข้างเคียงของการเล่นเสก็ตคือมีปัญหาที่เข่าแน่นอน แล้วแต่ว่าจะเข่าหลุดหรือเข่าอักเสบ อะไรประมาณนี้ ซึ่งทำให้การเล่นกีฬาชนิดนี้แล้วเมื่อยขาหรือปวดขากลายเป็นเรื่องธรรมดาๆไปเลย วิธีที่เซฟที่สุดคือการวอร์มอัพก่อนเล่นดีๆ วอร์มให้พอเหมาะกับร่างกายและระดับความสามารถ ทั้งความสามารถของร่างกายกับระดับความสามารถในการเล่นเสก็ตด้วย ดังนั้นท่าวอร์มอัพหรือ off-ice บางท่าไม่จำเป็นต้องทำนะ เพราะหลายๆท่าต้องอยู่ในความควบคุมของผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้เท่านั้น (ก็พวกที่ต้องใช้เวทอะ)

ฝึกการทรงตัว (Balance) ส่วนอันสุดท้าย เราว่าน่าจะอยู่ในกลุ่มการฝึกการทรงตัวนะ ซึ่งมี Sport Cord – อุปกรณ์จะคล้ายๆยางยืดยาวๆอะ ต้องมีคนช่วยนะ (รึไม่ต้องวะถ้าหาอะไรมาหนีบอีกด้านได้ อิอิ ตามแบบฉบับของคนที่ไม่มีปํญญาจะจ้างโค้ชมาดูแลส่วนนี้ให้ไง)

  • Axel Takeoff (ไม่กระโดดนะ) ให้ยางดึงจากข้างหลังนะคล้องไว้ที่ข้อเท้าข้างที่เป็นแกน แล้วเตะเข่าข้างที่คล้องเนี่ยแหละขึ้นสูงๆตามด้วยเขย่งข้างที่ยืนอยู่ขึ้น
  • Leg Pull-Through คล้องยางที่ข้อเท้าข้างที่เป็น Free Leg (ขาที่ไม่ใช่แกนอะ) ยางจะดึงไปด้านหน้านะ ให้เก็บขาข้างที่คล้องเข้ามาเป็นท่าเกลียว (ขาไขว้กัน)
  • In-Air Rotation Position and Check-Out ดูอนิเมชั่นท่า Check-Out 1 เอานะ
  • Arms Check-Out with Sport Cord หาหลักที่สูงหน่อยนะ คล้องข้อมือสองข้างเก็บมือไขว้กันหันหน้าเข้าหาหลักที่เอาสายพาดไว้อะ ยืนห่างๆให้รู้สึกว่ายางมันดึงออกมา แลวท่าต่อมาคือกางแขนออก (ท่า Check-Out)
  • +Arms Check-Out with Dumbbells ทำแบบข้างบนนะแต่เปลี่ยนจากยางยืดมาเป็นดัมเบลล์ซึ่งตามแบบฉบับของเราๆที่ไม่มีปัญญาจะซื้อ หรือไม่รู้ว่าซื้อมาแล้วจะใช้คุ้มมั้ยก็ใช้เป็นขวดน้ำแทนไปก่อน ยกเสร็จเหนื่อยก็ดื่มซะเลย... ดีมั้ยล่ะ (แล้วดัมเบลล์มันกินได้มั้ยล่ะนั่น ใช่มะๆงก)

Special Equipment - ทำยางยืดที่ว่านี่เองมั้ย ก็แค่เอายางรัดของนี่ล่ะหลายๆเส้นต่อ 1 ข้อมาคล้องต่อกันเหมือนทำยางกระโดดน่ะแหละ เอายาวสักเมตรกว่าๆก็พอ ให้ข้างนึงเอาให้มันพันกับเสาได้สักรอบแล้วอีกข้างก็พันข้อเท้าได้สักรอบ ถ้าคิดว่าจะทำคนเดียวแบบไม่มีคนจับให้อะ ถ้ามีคนจับให้แล้วดันทำยางมาสั้นๆจะไปเตะโดนเค้าเอาน่ะสิ เว้นแต่ว่าอยากเตะคนอยู่แล้ว เอ๊ย ไม่ใช่ๆ!! - ไม่ดี ไม่ดีเดี๋ยวเค้ารู้ทัน อิอิ (นอกจากจะไม่มีปัญญาจ้างโค้ชแล้วยังไม่มีปัญญาจะซื้ออุปกรณ์ที่ว่ามาอีกต่างหาก แต่เอาวะ เพราะแค่ค่ารองเท้าก็หมดตูดแล้วว่ะ ไม่กี่หมื่นเอ๊ง!! T-T)

ตัวอย่างโปรแกรมออกกำลัง (Sample off-ice Program)

  • ว่ายน้ำ วิ่ง หรือขี่จักรยานครั้งละครึ่งชั่วโมงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
  • Strength Training อาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้าอยากทำอาทิตย์ละ 2 ครั้งต้องเว้นช่วงระยะเวลา 2 วันนะไม่งั้นจะล้าเอา แทนที่จะดีกลับแย่ลงไม่รู้ด้วยนะ
  • Stretching ยืดตวยืดขาแบบจริงๆจังๆแค่อาทิตย์ละครั้งก็พอ (ต้องใช้เวลานานด้วยนะ สัก 1-1½ ชั่วโมงอะ) แต่ถ้าเล็กๆน้อยๆอย่างยืดขาให้เหยียดได้ 180 เนี่ยจะทำทุกวันก็ไม่มีใครว่าอะไรนะ
  • พวกคลาสเสริมอย่าง บัลเล่ต์ โยคะ Pilates อะไรแบบนี้ก็แล้วแต่ว่าอยากจะลงไว้เยอะแค่ไหน แต่อาทิตย์ละครั้งก็พอ (แบบงกๆ ซื้อหนังสือหรือวีซีดีสอนโยคะมาฝึกเอาเอง แต่บัลเล่ต์เนี่ยคงต้องไปลงว่ะ ถ้าไม่ซีเรียสมากว่าต้องมีคนคุมนะ ก็ลงสักคลาสสองคลาสเอาเทคนิค เอาท่าทางให้ถูกแล้วมาฝึกเอง... อิอิ)

ปล.1 กรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชมด้วย!! เพราะถ้าคิดจะเป็นนักเสก็ตจริงๆเนี่ยอย่างกนะเว้ย บอกไว้ก่อนเลยไม่งั้นจะได้ดับก่อนรุ่ง

ปล.2 ท่าไม่ได้มีแค่นี้แต่บางอันเราอ่านไม่เข้าใจ บางอันก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นที่จะต้องทำหรือมันเป็นท่าเฉพาะจริงๆที่ไปลงเป็นคลาสเอาจะดีกว่า และโปรแกรมพวกนี้โค้ชหรือทีมงานของนักเสก็ตเค้าจะจัดให้เป็นรายบุคคล แน่นอนว่าโปรแกรมจะไม่เหมือนกันทุกคนเสมอไปอะ เลยลงให้คร่าวๆนะ

ก่อนจะไปเสก็ต 3 – เรื่องควรรู้เกี่ยวกับรองเท้าและเบลด

รองเท้าเสก็ต

รองเท้าเสก็ตลีลาหรือ ฟิกเกอร์เสก็ตจะมี 2 แบบนะ

  1. แบบแรกเรียก Recreational Skate จะเป็นรองเท้าแบบนุ่มๆ ใช้ผ้าปนกับหนัง และจะเหมือนใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้า Sneakers ที่ใช้ใส่เต้นแจ๊สอะไรประมาณนี้ ภาษาอังกฤษเรียกเป็น Leisure หรือ Soft Skate ซึ่งจะมีเบลดติดมากับรองเท้าอยู่แล้วและราคาถูกกว่าอีกแบบที่จะบอก แล้วรองเท้าแบบนี้จะช่วยให้ไม่เจ็บเท้าสำหรับคนที่มีเวลาเล่นไม่บ่อยและไม่ได้เล่นจริงๆจังขนาดจะเล่นท่าแปลกหรือกระโดด (ถ้าใส่แบบนี้แล้วกระโดดไม่ข้อเท้าคนพลิกก็รองเท้าพังน่ะแหละ ต่อให้เป็นเด็กตัวเล็กๆน้ำหนักเบาก็เถอะนะ)
  2. Traditional Skate หรือรองเท้าเสก็ตลีลาที่เล่นท่าได้เยอะ อันนี้ขอเตือนก่อนเลยว่ารองเท้าและเบลดแต่ละรุ่นมันก็มีความสามารถพิเศษของมันเหมือนกันนะเดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้ทีหลัง ขออธิบายก่อนว่ารองเท้าแบบนี้มันจะมีหน้าตาเป็นยังไงก่อนแล้วกัน... คือว่า รองเท้าประเภทนี้มีทั้งแบบที่ติดเบลดมาให้แล้วและแบบที่ซื้อแยกเอาเอง แน่นอนว่าซื้อคู่เลยจะราคาถูกกว่าแต่ไม่ควรจะประหยัดสำหรับคนที่เล่นเกินความสามารถของรองเท้ารุ่นนี้ เพราะที่ขายคู่เนี่ยสำหรับคนที่หัดเล่นแล้วอยากจะเอาจริงซึ่งสามารถใช้รองเท้าแบบนี้ได้จนถึงขั้นที่กระโดดแล้วแลนดิ้งลงด้วยขาเดียวนั่นแหละ (ประมาณ ISI Freestyle 1) หลังจากนั้นก็เปลี่ยนได้แล้วเพราะถ้าเจ็บขึ้นมาคราวนี้ไม่ต้องเล่นกันพอดีเพราะข้อมันจะหักง่ายมาก แต่ถ้าเพิ่งหัดเดินแล้วซื้อแบบแยกเนี่ยไม่แนะนำนะ เพราะคนที่เพิ่งเล่นเนี่ยขาที่ยืนจะเอียงๆซึ่งจะมีผลตอนที่ติดเบลดมากๆ เอาแบบที่เค้าติดมาให้ไปก่อนพอยืนมั่นคง ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาถูกต้องแล้วจะซื้อแยกเอาแล้วไปให้เค้าติดเบลดให้อันนี้ถ้าเล่นนานมากๆและซี้ๆกับพี่ที่ขายหรือโค้ชที่ทำเป็นอาจจะขอให้เค้าติดให้ฟรีๆเอา อิอิ (ต้องเล่นมานานแบบว่าเค้าเห็นหน้าประจำนะ ไม่ใช่นานแบบนานๆครั้ง อันนั้นคงโดนตบ) สำหรับคนที่ซื้อแยกเป็นครั้งแรกนะ เวลาเค้าติดเบลดเนี่ยเค้าจะใส่น็อตให้ไม่หมดก็อย่าตกใจไปที่ส้นเค้าจะใส่แค่ 2 ตัว ส่วนหัวจะใส่แค่ 3-4 ตัว ประมาณนี้จำไม่ได้ ใช้มานานแล้ว...  ใช้ไปก่อนสัก 2-3 ครั้ง ห้ามกระโดดนะ ยกเว้นกระโดดเบาๆพอได้ หมุนก็เบาๆด้วยล่ะให้เบลดมันเข้าตำแหน่งกลางเท้าของเราจริงๆ (ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับเส้นตะเข็บที่หัวรองเท้าหรือกลางฝ่าเท้าเสมอไปนะ เค้าถึงไม่ใส่น็อตให้หมดไง) หลังจากนั้นก้เอาไปติดเพิ่มเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ก็ไม่ต้องสะเออะไปกวนเค้าอีกแล้วนะ...

การเลือกเบลด

เบลดคือแถบเหล็กบางๆยาวๆด้านหน้ามีฟันหยักๆ (ที่ทำเราไม่หัวทิ่มเพราะสะดุดฟันมันก็หงายหลังเพราะไปเหยียบหางเบลดตัวเองนั่นแหละ) ที่ติดอยู่ใต้รองเท้าเสก็ตที่เรียกว่า บูทซึ่งอันนี้เนี่ยไม่มีศัพท์ไทยบัญญัตินะ ถ้ามีคงแปลกๆพิลึกๆเอาเป็นว่าทั้งงานเราจะเรียกชิ้นส่วนนี้ที่ทำให้เราโลดแล่นบนลานน้ำแข็งว่า เบลด ตลอดงานเลยแล้วกันนะ ยี่ห้อที่นิยมที่สุกมี 2 ยี่ห้อ คือ John Wilson กับ Mitchel King (MK-ไม่ใช่สุกี้นะเว้ย อย่าเข้าใจผิด) ส่วนการเลือกซื้อนั้นต้องดูอะไรบ้าง?

  • ความโค้งจากหัวเบลดใต้ฟันซี่สุดท้ายจนถึงปลายเบลด (Rocker เราเรียกปลายเบลดที่ยื่นออกมาจากส้นว่าหางว่ะ เพราะมันเกะกะและทำเอาเราหัวทิ่มมาหลายรอบแล้ว!!) ที่เหมาะสมอยู่ที่ (ขนาดเทียบกับวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง) 7 ฟุต
  • ความลึกของร่อง (Radius Of Hollow) ที่สันด้านที่เราใช้ไหลไปบนลานนั่นแหละ (อันนี้ต้องสังเกตดีๆ หยิบเบลดมา เอาสันที่เราใช้เดินบนน้ำแข็งหงายขึ้นจะเห็นว่ามันเป็นร่องโค้งนิดๆ) ความลึกของร่องที่เหมาะสมเทียบกับวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ¾ นิ้ว ถึง 2 นิ้ว เพราะมันจะไม่เจาะน้ำแข็งลงไปลึกเท่ากับแบบที่ร่องลึก ¼ นิ้ว หรือ ½ นิ้ว นอกจากนี้สันของเบลดเนี่ยก็ยังมีทำมาพิเศษอีก 3 แบบ (ที่นิยมกันนะ) คือ แบบ Parabolic แบบ K-Pick และแบบ K-Pick Parabolic (รวมมันทั้งสองอย่างเลย) อ่อ ถ้าใครช่างสังเกตจะเห็นว่าสันเนี่ยมันจะมีลูกเล่นไม่เหมือนกันด้วยนะ ถ้าดูจากส้นรองเท้าส่วนมากสันมันจะตรงลงมาเลยใช่มะ แต่ก็จะมีบางแบบหรือบางรุ่นที่สันมันไม่ได้ตรงแด่งลงมาแต่มันจะมีร่องบีบสันให้ส่วนที่เราใช้เดินบนลานเล็กกว่าส่วนที่ติดกับรองเท้า (สันแบบ Dovetail และ Slimline)  หรือบางรุ่นก็ยังเป็นแบบเหมือนว่าจะตรงลงมาแต่ช่วงเกือบๆปลายสันจะมีโค้งหน่อยๆ (จะเรียกเป็นสันแบบ Tapered)
  • ชนิดของเบลด หมายถึงว่าจุดประสงค์ของเราจะเสก็ตแบบไหน เช่นถ้าเล่นเสก็ตลีลาแบบทั่วๆไปก็ได้หลายแบบเลย แต่ถ้าอย่างไอซ์แดนซ์เนี่ยเค้าจะเน้นเสต็ป และเล่นกันแบบไปกันเป็นคู่แทบไม่ห่างกันเลยตลอดเพลง เบลดของเค้าจะหางสั้นประมาณว่าเกินส้นรองเท้ามาแค่นิดๆจนเห็นแล้วคิดว่าเกือบจะเท่ากับส้นรองเท้าเลยด้วยซ้ำ
  • ขนาดหรือความยาวของเบลด จะวัดกันที่ส่วนที่ติดกับรองเท้านะไม่ใช่ความยาวทั้งหมดตั้งแต่ฟันมันจนถึงหาง แล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกรุ่นทุกยี่ห้อจะมีทุกไซส์นะบอกไว้ก่อนเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะซื้อ วางแผนไว้เลยว่าถ้ารุ่นนี้ไม่ได้จะเอารุ่นไหนแทน คิดไว้หลายๆรุ่นเลย

ตอนแรกที่เราซื้อรองเทาคู่ที่สอง เราไปถามราคาในโปรช็อปที่เมืองไทยตอนนั้นมันอยู่ที่เวิลด์เทรดเก่า (ตอนนี้เป็น Central World Plaza) แบบ ที่สันมันไม่ได้ตรงๆธรรมดานะจะบวกจากราคาปกติไปอีก 1500 บาท ส่วนที่ฮ่องกงเราซื้อเบลดล่าสุดที่เราใช้เป็นรุ่น Phantom Special (ที่สันมันจะเป็นร่องบีบเข้า) ที่ Festival Walk ราคาเนี่ยเท่ากันกับ Phantom ธรรมดาเลย แต่ที่เรางงกว่านั้นคือ ที่อเมริกา เบลดที่สันไม่ใช่แบบตรงลงมาราคาจะสูงกว่าเหมือนกัน ถ้าเรื่อง แบบ Parabolic หรือแบบ K-Pick ก็คนละราคาเป็นเรื่องปกติ

สรุปให้เลยแล้วกันว่าระดับไหนควรจะใช้แบบไหน เฉพาะ 2-3 ยี่ห้อ หรือจะดูชาร์ตเอาก็ได้นะ

เบลด - MK Blade, Ultima      บูท SP-Teri, Reidelle, Harlick, Jackson (มันแยกไม่ชัดอะว่าระดับไหนควรจะใช้อะไร)

รูปของหัวข้อ ก่อนจะไปเสก็ต 1 อะไรที่ต้องมี รูปนี้รวมทั้งรองเท้าและเบลดทุกยี่ห้อเลยไปดูเอาเองนะว่ามียี่ห้ออะไรมั่งน่ะ

เพิ่มเติมอีกนิด

  • -          ถ้าเท้ากว้าง SP Teri หรือ Super Teri จะเหมาะกว่านะ และถ้าตัวหนักด้วยยี่ห้อนี่ดีสุดๆ (กรูเอง KT-2 สะเออะมาก นึกว่าจะดับเบิ้ลดิบได้ดีเอามาปากดว่าโดดไม่ขึ้น หนัก!! และไม่ได้ว่างไปซ้อมเร้ย...)
  • -          เท้าเรียวยาวก็เหมาะกับ Reidelle (เพราะกรูใส่ไม่ได้ ยัดก็ยัดไม่ลงแล้ว)
  • -          Jackson เนี่ยไม่มีแยกให้ดูว่ารุ่นไหนเหมากับเลเวลไหนว่ะ แต่ถ้าไปถามร้านเค้าจะรู้ ก็งงอยู่ว่ารู้ได้ไงเพราะเราดูในเว็บของรองเท้ายี่ห้อนี้เลยน่ะดิยังไม่มีข้อมูลตรงนี้เลย... รึว่ามีแต่เราหาไม่เจอวะ (คู่เก่าของชั้นเอง พอถอดรองเท้าออกมาเท้าเรียวสวยเชียว... มันบีบซ้า!!)
  • -          SP Teri เป็นยี่ห้อที่มีรุ่นน้อยมากๆแต่มันจะมีจุดที่ต่างคือด้านข้างของรองเท้าที่จะเป็นแบบพลาสติกและแบบหนัง รุ่นที่ด้านข้างเป็นพลาสติกแล้วมันจะขาดง่ายและทำรองเท้าพังไปเลย ถึงมันจะแค่นินเดียวก็เถอะ (เจ๊แจ็ค)
  • -          ต่อให้เปลี่ยนรองเท้าเป็นคู่ใหม่เบลดใหม่แต่ไม่เปลี่ยนรุ่นเบลดที่ใช้จะชินกับรองเท้าใหม่เร็วขึ้น (ไม่รู้จริงรึเปล่านะ) แล้วถ้ารองเท้าไม่เปลี่ยนรุ่นด้วยล่ะ จะชินเร็วขึ้นมั้ย น่าจะเนอะ.. (เจ๊แจ็ค)
  • -          ส้นรองเท้าบางยี่ห้อที่มีชื่อติดแบบเป็นน็อตยึงเนี่ย ถ้ามันหลุดก็อย่าไปดึงนะไม่งั้นพังถาวร!! ควรจะค่อยๆไขออกดีๆ
  • -          รองเท้าสั่งตัดราคาถูกกว่าซื้อและจะเข้ากับเท้าได้เร็วกว่า... แต่ก็ต้องดูด้วยว่าสั่งตัดยี่ห้ออะไร ลองเช็คเอานะ... (ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับเท้าด้วยมั้ย ว่าถ้าเท้าไม่ปกติจะราคาสูงกว่าอะไรแบบนี้)
  • -          เบลดทีมีหัวจิกเสริมออกมาข้างๆ หรือ K-Pick ถ้าไม่มั่นใจว่าสามารถกระโดดได้ถูกต้องตามเทคนิคมาตรฐานล่ะก็อาจหัวทิ่มได้นะ (เฮียเปาบอกมา)
  • -          Harlick Finalist คู่สุดฮิตของนักเสก็ตหลายๆคน ไม่รู้ว่าทำไม หนักก็หนัก เจ็บก็เจ็บนาน (ชั้นลองมาแร้วแข็งนรก!! หนักกว่า SP อีกและยังไม่ทันได้ลงไปโลดแล่นในลานก็เจ็บแล้ว) น่าจะเป็นเพราว่ามันหนักและเจ็บล่ะมั้ง มันบุเยอะไง บุตัวที่มันจะมาซัพพอร์ตเท้าเรา แต่ไม่แน่ใจว่ามันเกินไปมั้ยล่ะนั่น...

** อยากได้ค่าโฆษณาอะ ** อิอิ

การลองรองเท้าก่อนจะซื้อและการใส่รองเท้า

ลานที่สำโรงเห็นเด็กบางคนเล่นก็เก่งแล้วนะยังให้พ่อแม่ใส่รองเท้าให้อยู่เลย แต่จริงๆควรจะใส่เอง ให้ผู้ปกครองช่วยดึงให้เวลาที่เชือกไม่ตึงหรือดูหลวมๆยังจะดีกว่านะ เพราะเวลาดึงเชือกรองเท้าต้องดึงเข้าหาตัวเราจะง่ายกว่า แน่นพอดีกว่าให้คนอื่นดึงให้ด้วย ตอนที่ใสรองเท้าเนี่ยวางเท้าให้ตั้งตรงก่อนนะค่อยผูกเชือกและเวลาผูกจะผูกที่ช่วงตัวรองเท้าแน่นกว่าข้อ ปลายเท้าเราที่อยู่ในรองเท้าจะกระดกขึ้นลงได้แต่จะหมุนเท้าไปมาไม่ได้นะถ้าหมุนปลายเท้าเป็นวงได้หมายถึงว่าอันตรายนะ เท้าจะลื่นเวลาเล่นหรือเกร็งซึ่งจะทำให้ปวเท้าเอาง่ายๆน่ะสิ อ่อ รองเท้าเสก็ตเนี่ยความยาวจะต้องพอดีกับเท้านะ ใส่แล้วนิ้วเท้าต้องไม่งอและไม่เหลือที่ทั้งหัวรองเท้าและส้นรองเท้า เว้นแต่ว่าถ้าเป็นเด็กเนี่ยคนขายที่ชำนาญจะเผื่อให้อีกนิดเพราะเด็กเท้าจะโตเร็ว

Break in คืออะไร?

Break in คือการปรับสภาพรองเท้าเสก็ตให้เข้ากับเท้าของเรา(และหายเจ็บซักที) ซึ่งเวลาที่เราซื้อรองเท้ามาใหม่ๆเนี่ย หนังมันจะยังแข็งอยู่และก็เป็นรูปตามแม่แบบที่เค้าทำมา นั่นแหละที่ทำให้เจ็บนรก... ส่วนวิธีปรับสภาพรองเท้าก็มีทำกันหลายวิธี

  1. ปล่อยไปตามธรรมชาติ (สำหรับคนที่เล่นทุกวันหรือเกือบจะทุกวัน) ใส่รองเท้าแบบไม่ต้องผูกเชือกจนสุดนะ เว้นตะขอคู่บนสุดไว้ แล้วไม่ต้องใส่เล่นนานมาก แค่ครึ่งชั่วโมงก่อนแล้วค่อยๆเพิ่มทีละครึ่งชั่วโมง ซึ่งครั้งที่ 3 หรือ 4 ผูกเชือกเกี่ยวตะขอข้อบนสุดด้วยนะ พอใช้แบบผูกข้อบนสุดได้ครบ 4-6 ชั่วโมง ครั้งต่อไปก็เว้นตะขอคู่บนสุดไว้ใช้จนครบ 4-6 ชั่วโมง คราวนี้ก็ใส่เล่นหรือซ้อมได้ตามปกติแล้ว ก็ใช้เวลาหลายวันอยู่นะแต่ข้อเสียน่าจะน้อยกว่าอีกวิธีที่จะบอก
  2. ใช้ถุงเท้าร้อนๆ (อุ่นๆ) ช่วย โดยเลือกถุงเท้าที่บางๆหรือคู่ที่เราใส่เล่นเสก็ตประจำหรือจะใส่เล่นเสก็ตไปแช่น้ำร้อน ถ้าแน่ใจว่าแช่จนถุงเท้าไม่ดูดน้ำแล้วก็เอามาใส่ทันทีและใส่เข้าไปในรองเท้าเสก็ต [ใส่กา(ร์)ดแข็งด้วยนะ] เดินไปรอบๆในบ้านสักประมาณ 30-45 นาที ถ้าใส่อยู่แล้วรู้สึกเจ็บๆก็นั่งพักก่อนแต่อย่าถอดรองเท้าออกนะ ให้ได้ผลที่ดีที่สุด ทำแบบนี้สัก 3 วันต่อสัปดาห์ รองเท้าคู่ใหม่นี้เล่นในลานอีก 2-3 สัปดาห์ แต่ที่เราเคยอ่านเจอเค้าบอกว่าวิธีนี้จะทำให้รองเท้าเสียเร็วนะ เราก็ไม่แน่ใจอะแต่ส่วนมาก็ใช้วิธีแรกกันนะ

อ่อ ที่สำคัญอย่าลืมจดด้วยว่าเราใช้เวลาในการปรับสภาพรองเท้า (ให้มันซี้กับเท้าเราได้เร็ว) แค่ไหนด้วยเพราะเวลาที่จะเปลี่ยนคู่ใหม่จะได้รู้ว่าควรจะเปลี่ยนก่อนแข่งกี่วัน (อันนี้ไม่แนะนำให้เปลี่ยนก่อนแข่งนะ ควรจะใช้มาสักพักมากกว่า แต่เผื่อให้เวลาฉุกเฉินที่รองเท้าเก่าดันมาป่วยก่อนแข่งพอดี)

ปล. ที่เรางงคือ เวลาปรับสภาพบางตำราบอกว่าให้ย่อเข่าเยอะๆแต่บางตำราห้ามทำ ตกลงมันยังไงวะ แต่ถ้าวิธีเราคือใช้แบบปกติที่สุดเพราะเราต้องทำแบบนั้นอีกนาน (มีเหตุผลพอมั้ย)

การดูแลรักษารองเท้า

ขอพูดถึงเรื่องการติดเบลดก่อนนะ เวลาที่ติดเบลดครั้งแรก (ถ้าซื้อแยกกันมา) เค้าจะติดให้ไม่ครบทุกรูให้เราใส่ไปลองเล่นดูก่อนเพื่อให้เบลดมันอยู่ในตำแหน่งที่อยู่กลางเท้าเราที่สุดซึ่งแต่ละคนก็มีเส้นกลางเท้าที่อาจจะไม่ตรงกับตะเข็บรองเท้าที่อยู่ที่หัวรองเท้าเสมอไปนะ และเท้าแต่ละข้างก็ไม่ได้มีเส้นกลางเหมือนกันด้วยนะ ส่วนเวลาเอาไปลองใช้หาศูนย์กลางเบลดก็แค่ใส่แล้วลงไปวิ่ง Crossover ทั้งไปข้างหน้าถอยหลังและทั้ง 2 ด้านด้วย จะลองหมุนเบาๆด้วยก็ได้ ใช้ 3-4 ครั้งก็เอาไปติดน็อตเพิ่มได้ แต่อย่าตกใจไปถ้าเค้าก็ยังติดน็อตให้ไม่หมด เพราะว่าจะเหลืออีกรูสองรูเผื่อเวลาปรับหรือเปลี่ยนเบลดใหม่ (แต่ส่วนมากก็เปลี่ยนยกเซ็ท เพราะว่ามันก็พังไปพร้อมๆกัน) เรื่องเปลี่ยนเบลดใหม่แต่รองเท้าเดิมก็ไม่ค่อยนิยมนะ เพราะรองเท้าที่เป็นรูแล้วติดเบลดใหม่เข้าไปก็มีโอกาสโยกเยกอยู่ดี โดยเฉพาะถ้าทำท่า เบลแมนสปิน (Beillman Spin เบลออาจหลุดติดมือมาได้... อิอิ) แล้วก็รองเท้าเดิมเนี่ยเปลี่ยนได้แค่สองครั้งนะ ถ้าเบลดดันพังเร็วกว่ารองเท้า (เล่นยังไงวะ) จะใส่อันที่ 3 เนี่ย เปลี่ยนคู่ใหม่เถอะไม่งั้นคนเล่นอาจจะเดี้ยงถาวรได้!!

หลังใช้ก็เช็ดเบลดให้แห้งนะ ไม่ควรเก็บรองเท้าเข้าล็อกเกอร์เพราะในล็อกเกอร์จะชื้นและอากาศไม่ถ่ายเท แน่นอนว่ารองเท้าจะขึ้นรา... (แต่ชั้นเก็บเข้าล็อกเกอร์ประจำ ก็ขี้เกียจแบกกลับนิ หนัก... ไม่ควรเอาอย่างนะ ;D) กลับบ้านอย่าลืมเอาออกมาตากด้วย ดึงเชือกออกหลวมๆให้ลิ้นมันแลบออกมาได้จะได้แห้งเร็วๆ ตากในที่ร่มนะ ถ้าเอาไปตากแดดหนังรองเท้าจะแห้งแข็ง เดี๋ยวจะเจ็บเอาง่ายๆ...

 

การดูแลรักษาเบลด

หลังจากเล่นเสร็จแล้วเอานิ้วปาดน้ำแข็งออกด้วย เช็ดให้แห้ง เช็ดตามตัวน็อตด้วยนะ อีพวกนั้นแหละสนิมขึ้นง่ายนักแลกลัวไม่แห้งจะตากไว้อีกหน่อยก็ได้แล้วถ้าแน่ใจว่าแห้งแล้วก็ใส่กา(ร์)ดที่เป็นผ้าไว้ซะ อย่าเก็บใส่กา(ร์)ดแข็งเพราะมันเก็บความชื้นแล้วยังฝุ่นเข้าง่ายด้วย เค้าเอาไว้ใส่เวลาเดินในลานเบลดจะได้ไม่ทื่อง่าย แล้วก็ทำความสะอาดกา(ร์)ดแข็งนี่บ่อยๆด้วยนะ เรื่องการลับเบลดเนี่ยเอาไปลับเมื่อรู้สึกว่ามันเริ่มเกาะพื้นไม่ค่อยอยู่แล้ว (ไม่ต้องรอให้หัวทิ่มก่อนนะค่อยเอาไปลับอะ) อย่าไปลับเบลดจากพวกเคริ่องลับเบลดอัตโนมัติ (ที่อเมกาคงมีเครื่องนี้มั้ง แต่ของเมืองไทยต้องให้คนลับให้อยู่ดีนั่นแหละ ครั้งละ 100 บาท) อยู่เมืองไทยไม่มีเครื่องลับก็ไปพี่ที่ร้านโปรช็อบเค้าทำให้ บอกเค้าจะเอาคมแค่ไหนร่องเบลดเอาลึกมั้ยบอกเค้าได้นะ (เอาแบบคมที่เราเล่นได้ด้วยนะไม่ใช่ลับเสร็จลงไปในลานกระดิกไปไหนไม่ได้ อันนั้นจะพาเอาเจ็บตัวมากกว่า) เวลาที่ควรจะลับเบลดโดยเฉลี่ยนะ ก็อยู่ที่ 20-60 ชั่วโมง แล้วแต่ความบ่อยถ้าอย่างแบบไม่บ่อยเลยก็ลับทุกๆ 2 เดือน (ถ้าเล่นไม่บ่อยนะ หรือว่าไม่ค่อยได้เล่น) และก็ควรจะลับเบลดก่อนแข่งสัด 1 อาทิตย์ด้วยนะ

ดูรูปประกอบได้ในอัลบั้ม "เบลด" นะ

ก่อนจะไปเสก็ต 2–การเรียนเสก็ต เลือกลานและโค้ช

     ไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรถึงมีปัญหากับคนที่เป็นครูตลอด ตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลแล้ว มาเรียนขี่ม้า เรียนเสก็ตก็ยังมีเรื่องกับคนสอนอยู่ แต่ยังไงซะเอาเป็นว่าเพราะชั้นชอบมีปัญหากะครูหรือผู้ฝึกสอนอยู่แล้ว เลยทำให้เราชอบหาข้อมูลเอง เรียนรู้เอง บ่อยๆที่ฝึกเองด้วย (จึงเป็นที่มาของการทำเว็บเสปซอันนี้ ตอกย้ำถึงจุดประสงค์จะได้ไม่นอกเรื่อง... อิอิ) แต่แน่นอนว่าพื้นฐานก็ต้องมาจากการเรียนก่อน เพราะยังไม่รู้อะไรเลยเนี่ยจะไปหาข้อมูลได้ยังไง จริงมั้ย

ความปลอดภัยในลานเสก็ต น่าสนใจดี ออกประมาณกฎมาตรฐานการเล่นเสก็ตในลาน

     กฎทั่วไปของลานที่จะมีเหมือนๆกัน คือ จะเดินกันเป็นวงไปทางด้านซ้าย หรือ ทวนเข็มนาฬิกา ไม่แกล้งกัน ไม่เดินเรียงแถวกันเป็นหน้ากระดาน (ชั้นเล่นประจำว่ะอันเนี้ย.. อิอิ ก็แหมเล่นเวลาไม่มีคนกับตอนที่คนน้อยๆน่ะ... อยากเล่นแบบนี้ไปสำโรงเว้ยเพราะไกลจนคนไม่อยากไปกัน...) ไม่ดื่มหรือกินบนลานเสก็ต (ถ้าออกจากลานมาคาบไปเคี้ยวในลานเนี่ยจะอนุญาตมั้ย!! เหมือนตัวอะไรสักอย่างว่ะ.. อิอิ) ไม่เล่นตัดลานเพราะส่วนตรงกลางจะเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนการสอนเสก็ตที่มีกรวยตั้งเป็นเขตกั้นไว้ ถ้าไม่สนใจก็อาจเจอท่าฟลายอิ้งตัดหัวอะไรแบบนั้น.. –Flying Camel Spin- หรือถ้าโชคดีหน่อยก็จะมีหลุดออกจากโซนเรียนไปหาเอง ก็รอรับดีๆนะ อิอิ และทำตามคำแนะนำของผู้ดูแลลาน (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าช่วยอะไรได้มั่ง..?? หมายถึงในเมืองไทยนะ อิอิ-) ซึ่งลานก็จะมีกฎระบุไว้ที่ทางเข้าอยู่แล้วก็ต้องคอยอ่านด้วยเหมือนกันนะ ถ้าคนที่เพิ่งหัดเดินก็ควรจะเดินชิดขอบลานและพยายามอย่าวิ่ง ไม่ลงไปเล่นในลานตอนที่รถไถน้ำแข็ง (Zamboni) กำลังทำงานอยู่ (หรืออยากตายก็เชิญย่ะ... แป่ว!! จริงๆถ้าไปขวางการทำงานเค้าอาจจะโดนคนอื่นเขม่นเอาได้ เพราะเสียเวลาและเงินค่าเข้ามาแล้วไง) แต่ปกติเนี่ยใครจะเข้าคงไม่ลืมดูเวลารอบแต่ละรอบที่ลานเค้ากำหนดไว้อะนะ.. ถ้าลานที่สำโรง (Imperial World Ice Skating Samrong) รอบแรกก็จะเปิด 10.00 น. ถึง 14.45 น. และรอบที่สองก็จะเปิด 15.00 น. ถึง 20.00 น. แต่บางวันที่มีซ้อมฮอกกี้ก็จะปิดเร็วกว่าปกติหน่อย บางทีก็มีปิดแบบให้เข้าไปดูได้แต่เล่นไม่ได้ก็มี อย่างช่วงแข่งหรือช่วงที่สมาคมเค้าะจัดสอบนั่นแหละ ก็ลองเช็คดูเอานะ ส่วนที่ The Esplanade เราไม่แน่ใจว่ะ รู้แค่ว่ากรูเล่นอะไรไม่ได้เลยแค่นั้นแหละ เล็กและบัตรแพงโตครๆ เรียกว่าเหมาะกับพวกเบสิกจริงๆที่เกาะขอบหัดเดินเอาน่ะแหละ หรือถ้าพวกเซียนหมุนอย่างคนที่เล่นที่ลาดพร้าวจะหมุนกันเก่งมากไม่ไหลสักกะนิด ก็ยังพอสนุกได้อีกนิด แต่พวกที่มาจากสำโรง และเวิลด์เทรดเก่าเป็นพวกกุ้งเต้น แบบกระโดดเอากระโดดเอา ลานที่ The Esplanade เลยเล็กไปหน่อย ตั้งหลักยังไม่ทันได้กระโดดก็ชนขอบลานไปแล้ว ไม่ก็โดดข้ามไปเลย... (แล้วจะลงมาแลนดิ้งยังไงวะ)

     ถ้าล้มจำไว้ว่าปล่อยตัวสบายๆไป แค่ระวังหัวกระแทกพื้น อย่าเอามือวางบนพื้นน้ำแข็ง และลุกให้เร็ว ที่เราอ่านเหมือนประมาณว่าถ้าจะล้มก็อย่าเอามือไปยันพื้น ถ้าล้มแรงๆแล้วทำแบบนั้นอาจจะทำให้กระดูกหักได้อะ ถ้าให้ดีก็เล่นระวังๆหน่อยนะ ถ้าเจอคนล้มแล้วลุกไม่ไหว อย่าเพิ่งไปดึงเค้าออกนอกลานนะให้โค้ชหรือคนดูแลลานมาช่วยจะดีกว่า แต่ไม่ได้หมายถึงว่าให้เมินนะ คือเราก็ช่วยเค้าได้คือไปยืนขวางกันคนอื่นมาโดนเค้า แต่ที่เราไม่เข้าใจคือมีนักกีฬาบางคนไม่ค่อยเคารพกฎ เค้ากั้นไว้ก็ยังออกมาวิ่งข้างนอก ไอ้วิ่งข้างนอกน่ะเราก็เข้าใจว่าบางท่ามันต้องตั้งหลักมาหรือว่าวิ่งให้เร็วๆซึ่งถ้าวิ่งในโซนเรียนคงเร็วตายเลยอะ แต่บางคนมันเกินเขตสอนแล้วยังมาเขม่นพวกที่เล่นไม่เก่งเท่าแต่เดินๆอยู่รอบๆเฉยๆก็มี ประมาณว่าแกมาเกะกะชั้นทำไมอะไรแบบนี้ก็มี ก็บอกไว้ให้ทำใจเฉยๆ ขนาดอย่างเราๆที่มีรองเท้ามาเองมันยังโทดว่าเราทำเค้าพลาด แบบไม่ดูตัวเองก่อนด้วยซ้ำ... คนดีๆก็มีอะนะแบบเราและกลุ่มเราไง.. อิอิ สนใจก็มาร่วมกลุ่มกันได้นะ (hi5 Thai Skater) อ่อ แล้วอีกอย่างนึงด้วยนะ.. อย่ายืนคุยหรือเล่นกันในลานเกะกะคนอื่น... (อันนี้เราก็ทำอยู่บ่อยๆนะ แต่ถ้าคนเยอะเราก็หลบไปนอกลานนะเว้ย)

เพิ่มเติมอีกนิด และคนที่(คิดว่า)เล่นเป็น เล่นเก่งแล้วก็ดูตรงนี้ด้วยนะ...

  • มารยาท.. เล่นเป็นแล้วก็ระวังคนอื่นด้วย โดยเฉพาะคนที่ยังเล่นไม่เป็นหรือเล่นไม่เก่งเท่าตัวเองน่ะนะ ถ้าเล่นโปรแกรมอยู่บางทีก็มีบ้างที่คนที่มาเล่นหลบให้ไม่ทันก็หลบเค้าหน่อย ถ้าอย่างเราๆ เราเห็นเราก็หลบให้อยู่แล้ว และถ้าคนที่แข่งมาเยอะแล้วน่าจะดูไลน์คนอื่นออกนะ ว่าเค้าจะวิ่งไปทางไหนต่อก็ต้องคอยหลบเหมือนกัน (คงไม่มีใครบ้าเล่นเลี้ยวแหกโค้งแบบรถแข่งหรอกนะ) ถ้ากลัวว่าเค้าจะแหกโค้งมาออกนั่งดูเค้าเล่นอยู่นอกลานเลยก็ได้นะ (เผื่อจะได้ลอกท่าเค้ามาใส่ในเพลงของเรามั่งไง... อิอิ)
  • Lutz corners มุมที่ใช้กระโดดท่า Lutz (ไว้จะเอามาลงให้ส่วนของท่ากระโดดนะ) จะใช้มุม 10 นาฬิกา และ 4 นาฬิกา คือ จะวิ่งตัดลานกันน่ะ อันนี้ก็ต้องระวังมากๆ..

เลือกโค้ชจากตำราบางส่วนและจากที่เราไปจ๊ะเอ๋เองด้วย (เซ็งว่ะ)

ถ้าจะเล่นแค่เอาสนุกๆก็คงไม่ต้องเลือกโค้ชที่ค่าสอนแพงกระฉูดขนาดนั้น แต่จริงๆก็ควรจะดูความต้องการของตัวเองก่อนว่าจะเล่นแค่ไหนและเราจะทำได้แค่ไหน ง่ายๆคือดูว่า

  • จุดประสงค์ของเราที่จะเล่นคืออะไร... แล้วบอกโค้ชด้วยว่าเราจะเล่นเพื่ออะไร บางทีเค้าอาจจะแนะนำให้ไปเรียนกับคนอื่นถ้าเห็นว่าเราไปได้เร็วจะได้ไม่ต้องมาเปลี่ยนโค้ชซึ่งอาจจะต้องเริ่มพื้นฐานใหม่หมดเลยตั้งแต่แรกและน่าเบื่อมากๆสำหรับคนที่เรียนมาเยอะแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นเปลี่ยนโค้ชไปเลยเถอะก่อนจะเรียนไปถึงขั้นสูงกว่านี้ (เราจ่ายเงินเรียนเพื่อมาเอาท่าใหม่ๆเทคนิคใหม่ๆไม่ใช่เหรอ เราไม่ได้จ่ายเงินมาเรียนซ้ำนะ ถ้าพื้นฐานมันมีเทคนิคที่ต่างจากที่เคยรู้มันก็น่าเรียนอยู่แต่ก็อย่างที่บอกว่าถ้าจะเอาตั้งแต่พื้นฐานเนี่ยไม่ใช่ว่าจะได้หรือรู้ทั้งหมดในคลาสเดียวที่ลงเรียนนะเว้ย บอกไว้ก่อนเลย)
  • ความสามารถในการสอนของโค้ช เน้น การสอน ไม่ใช่โค้ชต้องทำได้ทุกท่าหรือบางคนทำได้ทุกท่าแต่สอนไม่ได้หรือสอนไม่เป็นก็มีอันนี้ไม่ต้องไปเชื่อพนักงานหน้าเคาน์เตอร์มากนัก ถ้าเข้าได้เข้าไปดูการเรียนการสอนเอาเองเลยว่าสไตล์นี้เราจะรับได้มั้ย โหดไปหรือปล่อยเกินไปมั้ย... เอ่อ อันนี้ดูคนเรียนด้วยก็ดีนะว่าเก่งแค่ไหน หมายถึงว่า ดูว่าก่อนที่โค้ชจะบอกเทคนิคกับหลังบอกแล้วผลมันต่างกันยังไงนั่นแหละ 
  • เงินในกระเป๋าหรืองบประมาณในการเรียนเสก็ต... ถ้าบ้านไม่รวย เงินก็ยังไม่มีปัญญาจะหาเองก็ควรจะดูด้วยว่าเรียนกับโค้ชแบบไหน หรือจะลงเรียนบ่อยแค่ไหนถึงจะคุ้ม เพราะว่าถ้าคิดว่าสามารถซ้อมเองได้หรือมีเพื่อน มีคนช่วยดูหรือถ่ายวีดีโอให้จะลงเรียนกับโค้ชที่คิดค่าเรียนสูงๆเลยก็ได้ ถ้าเป็นสำโรงจริงๆโค้ชไม่ได้กำหนดเองนะ แค่จัดราคาตามความสามารถที่ตัวโค้ชเองทำได้มากกว่า ซึ่งค่าเรียนแพงก็เทคนิคดีอยู่เหมือนกันแต่การสอนไม่เหมือนกันนะ ถึงบอกไงว่าต้องดูเอง แต่ว่าจากตำราเล่มนึงเค้าบอกว่า ถ้าเป็นนักกีฬาเสก็ต ความสัมพันธ์กับโค้ชเนี่ยแทบจะเป็นคนในครอบครัวไปด้วยกันเลย แล้วยังมีเรื่องตารางเวลาของโค้ชว่าคิวยาวมั้ย ถ้าคิวยาวเนี่ยก็ควรจะเลี่ยงไปซะถ้าเราจะเล่นจริงๆจัง ประมาณว่าเค้าจะมีเวลาให้หรือเทคแคร์เราได้แค่ไหน (ไม่ใช่เงินมาข้าก็ไป... โค้ชแบบนั้นก็ไม่ควรจะเรียนด้วยเหมือนกัน แอบด่าอีกแล้วกรู)

โอ้ย!! ไม่ได้เป็นโค้ชว่ะไม่รู้แล้ว... และกลัวเข้าตัวถ้าเกิดได้เป็นโค้ชซะเอง (เมื่อไหร่วะ??)

ก่อนจะไปเสก็ต1-อะไรที่ต้องมี

ชุด

ชุดที่นิยมใส่เล่นเสก็ต (สำหรับเรานะ คิดว่า...) เสื้อยืดกางเกงวอร์ม(กันน้ำได้รึถ้าให้ดีเอาแบบที่ค่อนข้างหนาหน่อยแต่ไม่อมน้ำอะ) ก็พอแลัวเพราะรู้สึกว่าถ้าใส่ชุดซะเต็มยศแต่ลงมาแล้วสะดุดขอบลานหัวทิ่มเนี่ย คงโดนหัวเราะเยาะเอาน่ะสิ (นอกจากว่าเด็กๆที่โดนพ่อแม่จับมาเล่นเสก็ตทั้งๆที่ยังเดินไม่ค่อยจะได้เลยน่ะ) แล้วรองเท้าลานน่ะไม่นิยมใส่ชุดเสก็ตหรอก.. มันไม่เข้ากันน่ะ โดยเฉพาะถ้ารองเท้าลานเป็นพลาสติกคู่บ่ะเร่งน่ะ ในเมืองไทย.. ถ้าเล่นไม่เจ๋งจริงแต่ดันใส่ชุดเสก็ตมาเล่นเนี่ยอาจจะโดนมองว่า ทุเรดได้นะ เว้นแต่ว่าเป็นเด็กหรือกรณีที่ใกล้แข่งแล้ว ใส่ให้ชินน่ะ ถ้าเล่นพอใช้ได้แล้วหน้าด้านๆหน่อยจะเอาชุดเสก็ตมาใส่ก็ได้นะ แต่หาชุดเสก็ตยากหน่อยนะถ้าอยู่ในเมืองไทยน่ะ (เราก็รับทำอะนะ เป็นงานสั่งทำ) พอเล่นได้ใส่เป็นเสื้อยืดกับกระโปรงเสก็ตก็โอเคแล้วล่ะ ดูดี แต่ขอบอกว่าถุงน่องไม่ใส่ไม่ได้นะคะ

ถ้าจะลงแข่ง.. ชุดที่จะใส่ก็ออกแบบตามเพลงซะมากกว่าเพราะเพลงมักจะมาต้งแต่ตอนซ้อมแล้ว แต่จริงๆก็คิดธีมไว้ได้เลยตั้งแต่เลือกเพลงหลักได้แล้ว โดยชุดที่จะใช้ควรสั่งล่วงหน้าไว้อย่างน้อยที่สุด 3-4 เดือนเลย เพราะถ้าร้านไม่ติดคิวก็อู้งาน!! จริงๆนะ น้อยนักที่ร้านจะทำให้ตรงเวลา โดยเฉพาะคนที่อยากได้ชุดงามๆเล่นปักซ้าาา (จนร้านถามว่าน้องจะไปเล่นลิเกเหรอ! น่ะแหละ) ถ้าสั่งตัดแล้วก็ช่วยคอยโทรจิกช่างด้วยนะจ๊ะ ว่าถึงไหนแล้ว ถ้าให้ดีเข้าไปดูเองเลยเพราะถ้ายังไม่เสร็จเราก็ยังปรับเปลี่ยนได้อยู่ รึบางทีร้านเค้าขึ้นโครงมาแล้วก็ขอเค้าลองใส่ดูเลย แล้วก็คอยแวบเข้าไปดูเป็นระยะ (แนะนำว่าถ้ามันเป็นทางผ่านแล้วมั่นใจว่าช่างอยู่ตลอดก็ควรจะเข้าไปดูแบบไม่ต้องโทรไป.. แอบชั่ว.. ดูดิ๊ว่าทำให้เราอยู่มั้ย รึพอเราออกจากร้านก็โยนงานเรากองทิ้งไว้เลย พอโทรตามค่อยหยิบมาทำ-ประสบการณ์แย่ๆแบบนี้มีเยอะอะ เพราะเราดันเจือกเรียนแฟชั่นซ้า) อ่อ นัดเวลากับช่างล่วงหน้านานๆด้วยเพราะเผื่อเอามาใส่ซ้อมแล้วชุดมีปัญหา.. มีแน่นอนนะ ขอบอก.. ไอ้ปัญหาเล็กๆน้อยๆก็พอถูๆไถๆได้ก็แล้วไป แต่ถ้าเกิดปัญหามันเกิดแบบเล่นบางท่าแล้วชุดขาดต้องรื้อทำใหม่อะไรแบบนี้จะยุ่งเอานะ (โดยเฉพาะถ้าไม่ได้ทำกระโปรงแบบคนปกติเค้าน่ะ-แบบแหว่งมั่งแหลมๆโค้งๆมั่งประมาณนั้น)

ถุงน่องเสก็ต 

           ถุงน่องเสก็ตมีหลายแบบแต่ที่เหมือนๆกันคือจะทอมาหนาเป็นพิเศษให้ขาอุ่นและก็กันขูดพื้นได้นิดหน่อย - เวลาที่ลานเรียบๆนะ แล้วคู่นึงไม่แพ้ง ไม่แพง เกือบ พันนึง เอง... ของผู้ชายไม่ต้องห่วงเค้านัก เพราะแทบจะเรียกว่าใส่ง่ายทั้งชุดตอนซ้อมและชุดตอนแข่ง แค่เสื้อกับกางเกงวอร์มที่มีขายเกลื่อน... เล่นจนขาดก็ไปซื้อใหม่!! ถุงน่องที่ใช้เล่นเสก็ตโดยเฉพาะมอยู่ 4 แบบ Footed จะเป็นถุงน่องที่หุ้มแค่เท้าอยู่ข้างในรองเท้าบางทีทำให้คนที่ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเสก็ตมองว่าชุดโป๊ได้อะสิ (ไอ้ทะลึ่ง ไม่รู้อย่าเจือกมาด่า) แบบ Stirrup จะหุ้มข้อรองเท้าและติดที่ใต้รองเท้าได้ ตอนนี้ไม่เห็นแล้วอะ เว็บนอกก็ไม่มีอะ แต่ที่โปรช็อบที่สำโรงเค้าบอกเคยขายแต่ลูกค้าไม่ชอบเลยไม่เอามาแล้ว เค้าบอกเจ็บเท้า ก็เค้าใส่ทับรองเท้านี่ไม่ได้ให้ใส่ในรองเท้า แบบ Footless จะหุ้มแค่ข้อรองเท้าแต่เห็นบางคนดึงลงมาถึงส้นเลย คงเพราะหลุดง่ายน่ะดิ แต่ใส่แล้วดูประหลาดๆหน่อยนะ จะเป็นกางเกงก็ไม่ใช่ ถุงน่องก็ไม่เชิงอะไรแบบนั้น และแบบสุดท้ายเป็นแบบ Over Boots อันนี้จะหุ้มทั้งรองเท้าเลย ของเราแอบขาดกะจุยไปตั้งแต่วันแรกเช่นเดียวกัน จะใช้ต้องเรียกว่าค่อนข้างโปรเลยทีเดียวไม่งั้นสำรองไว้ได้เลย 3-4 คู่ แพงงงงง...

สรุปให้นะว่าต้องเอาอะไรไปมั่ง

  •  เสื้อยืดที่ใส่สบายๆ คงไม่มีใครแก้ผ้าเล่นเนอะ... บ้า...
  • กางเกงวอร์มหรือกางเกงยืด (ที่ใส่แล้วสามารถกางขาได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคล เช่นถ้ากางขาได้เกิน 180 เนี่ยก็ควรจะเป็นกางเกงยืดได้เยอะๆประมาณนี้)
  • บัตรสมาชิกลาน (ถ้าไปบ่อยมากจนเค้าจำได้อาจะไม่ต้องใช้ เอ๊ะ ยังไง) และเงิน (ไม่งั้นเข้าลานเสก็ตไม่ได้ หรือถ้ามีบัตรแล้วคิดว่าจะไม่กินอะไรเลยเหรอ!! ตอนเดินทางล่ะ ค่าเรียนเสก็ตอีก)
  •  ถุงเท้า สำคัญนะ เพราะกันเสียดสีกับรองเท้าโดยตรงจะเป็นแผลได้ กันเท้าลื่นเวลาที่เล่นนานๆ กันรองเท้าเหม็นได้ระดับนึง (ไม่แน่ใจแฮะ) ถุงเท้าที่ใช้ควรจะเป็นถุงเท้าที่บางๆนะ ถ้าเป็นรองเท้าของตัวเองก็ใช้ถุงเท้าแบบถุงน่องเลยจะดีมาก (จริงๆตอนซื้อรองเท้าเค้าก็จะใส่ถุงเท้าที่จะใช้ใส่เล่นจริงๆลองรองเท้ากันอยู่แล้วอะนะ)
  • กรณีเป็นชุดเสก็ตหรือกระโปรงก็อาจจะไม่ต้องมีกางเกงยืดนะ (ผู้หญิงโอนลี่นะเว้ยผู้ชายอย่าทำ!!) แต่ต้องใช้เป็นถุงน่องที่ใช้เล่นเสก็ตแทน
  • เสื้อกันหนาว หรือแจ็กเก็ต... ลานเสก็ตนะไม่ใช่ทะเลทราย ถึงจะเล่นจนโปรแบบเหงื่อตกเพราะวิ่งตลอดก็เถอะ ข้อดีอีกอย่างคือ เวลานึกอยากเล่นผาดโผนขึ้นมาใสไว้จะได้ไม่เป็นแผล นักกีฬาจะใส่ตอนอบอุ่นร่างกานก่อนเล่นเสก็ตจนถึงตอนวอร์มในลานด้วยนะ ถ้าร่างกายอุ่นจะเล่นได้ดีกว่าไง
  • รองเท้าเสก็ต (ที่มีเบลด!! ไม่มีแล้วจะเล่นไงวะ) แต่อันนี้ถ้าเพิ่งเล่นก็ใช้รองเท้าลานไปก่อนก็ได้ มั่นใจว่าชั้นเอาจริงแน่ค่อยซื้อจะดีกว่า เพราะคู่นึงไม่ใช่หลักร้อย และใส่กว่าจะชินอีกเป็นสัปดาห์ ซึ่งทรมานมากกกก... ขอบอก
  • น้ำ.. อย่าบอกว่าไม่กินนะ เพราะถึงจะเล่นเสก็ตมันก็คือกีฬา ออกกำลังแล้วไม่กินน้ำเหรอจ๊ะ...

สำหรับคนที่มีรองเท้ามาเอง

  • ผ้าเช็ดรองเท้า จะใช้เป็นทิชชู่ก็ตามใจถ้าเช็ดแห้งกว่าผ้า!! (เราก็ชอบใช้ทิชชู่ในห้องน้ำที่ลานเสก็ตมาเช็ดประจำ อิอิ)
  • กา(ร์)ดแข็ง (Hard Guard) จำเป็นนะถ้าไม่อยากเอารองเท้าไปลับเบลดบ่อยๆ ใช้ใส่เดินในลาน ลานเมืองไทยปูพื้นยางแล้ว จะไม่ใช้ก็ได้ แต่อย่างว่ากา(ร์)ดพวกนี้ทำมาไว้กันเบลดทื่ออยู่แล้ว ถ้าใส่เดินในลานด้วยก็จะดี  ตอนนี้เห็นโฆษณาในเว็บเสก็ตเค้ามีการ์ดยางแบบมีไฟด้วย แต่มันฟุ่มเฟือยค่ะ เพราะมันก็ทำได้แค่กันเบลดทื่อแค่นั้น อยู่ใต้เท้าน่ะคนเค้าไม่ค่อยสนใจหรอก ลงลานเสก็ตก็ต้องถอดวางไว้ ระวังจะหายเอาง่ายๆด้วยนะ ขนาดแบบธรรมดาๆยังมีโดนขโมยกันเลย อ่อ ข้อดีอีกอย่างคือ กันเบลดจิ้มทะลุกระเป๋า!! เราใส่กระเป๋าผ้าน่ะแล้วมันจิ้มทะลุไง คือแบบตอนนั้นกา(ร์)ดโดนขโมย ไม่รู้จะเอาไปทำไมแค่สีดำเรียบๆธรรมดาๆเอง แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้ด้วยเลยไม่ได้ซื้อใหม่ เดี๋ยวนี้ต้องใช้เวลาหิ้วรองเท้าไปเพราะไม่ได้เป็นสมาชิกลานเสก็ตแล้ว ไม่ได้เช่าล็อกเกอร์เก็บ (ทำแบบนี้ไม่ดีนะ - ดูเรื่องการดูแลรักษารองเท้าด้วยนะ--**ไว้จะมาลงให้นะ)
  • กา(ร์)ดผ้า (Soft Guard) จำเป็นมากสำหรับคนที่มีรองเท้าเป็นของตัวเอง ใช้เวลาเก็บรองเท้ากันความชื้นรักษาอุณหภูมิให้เบลด จะได้ไม่ขึ้นสนิม เดี๋ยวนี้มีเป็นรูปสัตว์เยอะแยะเลยแต่ดูท่ามันบางๆอะ บางคนเค้าก็แค่หุ้มเอาสวยๆก็มี

อุปกรณ์เพิ่มสำหรับบางคนและบางทีติดจนเป็นนิสัย เรียกว่าไม่มีไม่ได้

  • ถุงมือ จริงๆจำเป็นมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเล่นเพราะเวลาล้มจะเจ็บมือ หรือถ้าล้มบ่อยๆน้ำแข็งกัดมือถลอกหมดพอดี แต่ถ้าล้มไม่บ่อยแล้วก็ไม่ต้องใช้ก็ได้.. ถ้าสังเกตดีๆนักกีฬาเค้าจะใส่บ้างไม่ใส่บ้างจะได้ชินเวลาแข่ง เพราะเวลาแข่งเค้าไม่ใส่ถุงมือกันนะ (จะทำให้ชุดไม่สวยง่ะ)
  • ซิลิโคนแบบแผ่น หรือแบบสวม (ตอนที่เขียนเมืองไทยมีขายแค่นี้อะนะ) กันรองเท้ากัดไม่ก็กันเจ็บเพราะมันกดเท้า เค้าจะใส่ในถุงเท้ากันน่ะนะ
  • เหล็กดึงเชือก อันนี้พวกฮอกกี้เค้าจะใช้กันเพราะรองเท้ามันแข็ง เชือกก็ใหญ่แต่พวกที่เล่นเสก็ตลีลาไม่ค่อยเห็นนะ แต่เพื่อนที่เล่นฮอกกี้บอกเคยใช้เหล็กดึงแล้วเชือกขาดเพราะไปเกี่ยวที่กลางเชือกเอาน่ะสิ ถ้าจะใช้ก็ต้องระวังหน่อยนะ..
  • ผ้ายืดคลุมรองเท้า (Boots Cover) ตามเว็บขายจะมี 2 แบบ แบบใส่คลุมกันรองเท้าไปสีกันเองจนเป็นรอย กับคลุมทับรองเท้ากันน้ำแข็งขูดหรือเบลดไปปาดรองเท้าเป็นรอย (แต่ไอ้อันหลังนี่ก็ไม่ได้ช่วยกันได้เท่าไหร่หรอกนะ เพราะเอาเข้าจริงๆก็ดันเอาปลายเบลดนั่นแหละจิ้มซะงั้น กันยังไงก็ทะลุ นอกจากว่าจะใช้เป็นตาข่ายโลหะแบบอัศวินยุคโบราณใช้เวลารบน่ะแหละ... หนักนะขอบอก.. อิอิ) แรกๆเราก็ใช้นะ แต่บ่อยๆที่มันหลุดแบบรู้ตัวมั่งก็ดึงมาคลุม ไม่รู้ตัวก็รองเท้าเป็นรอยไปแล้ว เลยเลิกใช้ ไม่ใช่แค่นั้น วันแรกกับรองเท้าคู่แรก อีชั้นก็เล่นจนเอาเบลดไปจิ้มหัวรองเท้าจนหนังรองเท้าลอกเข้าให้ทั้งๆที่ใส่โครเวอร์อยู่ ที่คลุมรองเท้าน่ะแหละ - ไปๆมาเริ่มรู้สึกว่า ถ้ารองเท้าไม่เยินเนี่ย ดูไม่ขลัง ดูไม่เก่ง (ความจริงคือไม่เก่งไงถึงได้รองเท้าเละเทะขนาดนั้นน่ะ ทั้งล้ม ทั้งขัดขาตัวเอง! อันนี้ บ่อย) เป็นว่าถ้ารองเท้าไม่เยินเนี่ยไม่กล้าเล่นมาก ตอนเอาคู่ที่สองมานะ กลัวรองเท้าเป็นรอยมากๆ หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์ แค่ 2-3 สัปดาห์เท่านั้น!! (ช่วงนั้นไปทุกวันได้มั้ง) รองเท้าเข้าที่กับเท้าเราแล้วก็เรียบร้อย... สภาพรองเท้ายังกะใช้มาปีนึง... (รักษาของมากๆ)
  • พลาสเตอร์ ไม่รู้ว่าพกกันรึเปล่า แต่เราพกไว้ตลอดว่ะ แต่ก็ได้ใช้บ่อยเลยล่ะ เพราะเล่นไม่ระวังอยู่แล้วได้แผลประจำ ไม่เป็นแผลก็รองเท้ากัด ไม่รู้จะกัดอะไรนักหนาเปลี่ยนที่กัดอีกตะหาก
  •  เชือกกระโดด... มาวอร์มที่ลานไงคะ โดยเฉพาะถ้าเป็นสมาชิกแล้วช่วงเปลี่ยนรอบไม่อยากออกไปไหนแต่ก็หนาวจะแข็งตายก็เอามาโดดให้อุ่นได้นะ
  • เสบียง.. ไม่ได้จัดปาร์ตี้นะ แต่ก็อามานั่งโซ้ยกันประจำ กินมั่งเล่นมั่ง โดยเฉพาะช็อกโกแล็ต (เคล็ดลับนักกีฬา เค้าจะกินกันก่อนแข่ง 1 ชั่วโมง มันช่วยให้เล่นดีขึ้นเพราะ ช็อกโกแลตมีสารอะไรสักอย่างเนี่ยล่ะมากระตุ้น)

Advertising: FD2rFS my own brand

เข้าไปดูผลงานเราได้ที่ http://fd2rfs.multiply.com/ มีไม่เกี่ยวปนๆ ด้วยแต่เราว่าไอ้ที่ไม่เกี่ยวน่ะมันเป็นเรื่องดีๆไง เลยไม่เอาออก
 
ปล. รูปที่เอามาขึ้นให้วันนี้ เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นและไม่จำเป็น ก็คิดเอาเองว่าอะไรจำเป็นแค่ไหนอะนะ

การแข่งขันต่างๆ-เท่าที่ชั้นรู้-มั้ง!!

การแข่งขันต่างๆ

ระดับในประเทศ  ของไทยมีอยู่แค่การแข่งขันเดียวคือ Skate Thailand ของสมาคมฯจัดแต่กฎน่าจะอิงมาจากของ ISU นะ

ระดับประเทศ

·         เอาสนุกๆมักจะเป็นการแข่งขันภายใต้กฎกติกาของ ISI ซึ่งให้เหรียญง่าย ตามวัตถุประสงค์ของสมาคมที่เน้นให้คนหันมาเล่นเสก็ตน้ำแข็ง สนับสนุนการเล่นเสก็ตแบบครอบครัว ไม่จำกัดอายุและระดับการแข่งขัน

o         Skate Hong Kong, Skate Singapore, Skate Malaysia, Skate Indonesia, etc. เห็นแล้วก็แปลกๆว่ะ เพราะว่าเวลามีรายการพวกนี้คนไทยมักจะไปแข่งกับเค้าด้วย แต่พอเป็น Skate Thailand กลับมีแต่คนไทย!! ทั้งคนไทยที่เล่นเสก็ตในต่างประเทศ คนไทยที่เริ่มเสก็ตในประเทศแล้วไปต่อต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งคนไทยที่เล่นในเมืองไทยอยู่แล้วไม่มีปัญญาไปเล่นที่อื่น... (รึเปล่า)

o         Skate Asia ขอบอกว่าโคตรเอเชียอะ ไม่มีคนญี่ปุ่นมาแข่งด้วยนะ และอีกหลายประเทศในเอเชียที่ไม่ได้มาด้วย แต่เล่นเสก็ตเหมือนกัน (มั้ย??)

·          แข่งเล่นๆหาเงินของนักเสก็ตน่าจะเป็นประเภท Four Continent เพราะดูแล้วเหมือนเอามาแค่ตัวแทนเพียงคนเดียวจากแต่ละโซนในแต่ละประเภทการแข่งขัน ซึ่งถ้าเป็นการแข่งขันจริงๆจังเนี่ย คนแข่งจะมาเยอะกว่านี้ แล้วดูเค้าแข่งกันแบบสบายๆด้วย เลยคิดว่าคงเหมือนหารายได้มากกว่า จริงๆแข่งรายการไหนก็ได้เงินกันนะ ยกเว้นเมืองไทยบ้านเราที่ เก่งแค่ไหนก็จ่ายเอาเอง!

 

ระดับประเทศแบบซีเรียสๆ

โอลิมปิก  ทุกๆ 4 ปี ใน Winter Olympic

รายการย่อยรายปี World Cup, Grand Prix, Cup of Russia, Skate Canada, Trophee League, etc. อาจจะมีรายการที่ย่อยกว่าคือ แบ่งเป็นระดับเลย อย่าง World Junior, Junior Grand Prix อะไรแบบนี้

 

ถ้าจะนับแต่ในเอเชียนะ

ของ ISI เสก็ตมาเลเซีย, เสก็ตฮ่องกง เสก็ตอินโดนีเชีย เสก็ตฟิลิปินส์ ก็ประมาณว่าของแต่ละประเทศจัดแข่งกันแบบสนุกๆ (และเอาเงินกันสนุกเลยด้วยเหมือนกัน ชั้นเลยไม่แข่งไง เปลืองเงิน) แข่งทุเรดยังไงก็ได้เหรียญ (อาจจะโดนโห่ ถ้าเล่นไม่ดีจริงๆ)

ของ ISU ก็จะมีพวก Asian Junior, Asian Winter Games มีไรอีกไม่รู้แล้วล่ะแต่น่าจะไม่เยอะ เดี๋ยวนี้ ฮ่องกงก็เริ่มใช้ข้อบังคับรึระดับการแข่งแบบ ISU มาใช้แล้วนะ แต่จีนเนี่ยน่าจะมานานแล้ว... ไม่งั้นคงไม่มีนักเสก็ตจีนที่ไปโอลิมปิกเยอะแบบนั้นเหรอกนะ